I got back into Chiang Mai late last night. I won’t be around too long before I head over to Korea for a while to activate my Korean.
In the meantime, I did another breakdown for the vid about the moat in Chiang Mai.
You can find that here.
I got back into Chiang Mai late last night. I won’t be around too long before I head over to Korea for a while to activate my Korean.
In the meantime, I did another breakdown for the vid about the moat in Chiang Mai.
You can find that here.
I’m in the US at the moment just in time for the snowstorm. My first time back in many years.
Anyways, I did a couple more breakdowns for some of the more recent vids. As before, if there is a request for a particular vid I can always do that first.
I’d say nearly everything in these 2 vids is worth SRS-ing.
http://learnthaifromawhiteguy.com/2009/09/10/i-cant-remember-transcript/
http://learnthaifromawhiteguy.com/2009/09/18/what’d-you-do-today-transcript/
After a bit of traveling and business I’m back on top of things.
I’m currently in the process of going through all of the vids I made and making sure everything has a transcription and a breakdown. It may take a while, but I don’t see any need to rush.
I added breakdowns for the Middle Class Story vid as well as Getting in the Wrong Car.
ทางโค้งจิตวิทยาเพื่อวัยรุ่น
ก็ชื่อคอลัมน์ว่าทางโค้งจิตวิทยาเพื่อวัยรุ่น “ให้โอกาสลูกทำในสิ่งที่ชอบ” เค้าบอกว่าวัยรุ่นสมัยนี้เป็นวัยที่ต้องการอิสระ ไม่ชอบกฏเกณฑ์และการเกลียด เกลียดการถูกบังคับทุกรูปแบบ ฉะนั้นการจะเป็นผู้ปกครองหรือเป็นพ่อ แม่ ก็ต้องระมัดระวังการตั้งกฏเกณฑ์ในการบังคับให้เค้าทำสิ่งใดๆมากเกินไป จะต้องให้อิสระ ให้เค้าคิดเอง แล้วก็ตัดสินใจเอง โดยที่มีเรานะเป็นคนดูแลเค้าอย่างใกล้ชิดเพราะว่าถ้าเกิดพ่อแม่ชี้แนะแนวทางแล้วก็บังคับให้เค้าทำนะ มันจะทำให้เค้ากดดันแล้วก็ทำในสิ่งที่ผิดไปเลยก็จะทำให้ไม่ดี ฉะนั้นก็อย่าลืมว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไป อย่าทำอะไรที่พึงพอใจแต่พ่อแม่อย่างเดียวเท่านั้น ต้องให้เค้าได้ทำในสิ่งที่เค้ารัก เพื่อเปิดโอกาสให้เค้าพัฒนาตัวเองมากขึ้น
ก็อักษรกลาง อักษรกลางภาษาไทยจะมีทั้งหมด 9 ตัว ก็จะมี ก จ ด ต ฎ ฏ บ ป อ ซึ่งการจะจำแบบนี้ มันจะเป็นเรื่องที่ยาก Brett ก็เลยแนะนำวิธีการจำเป็นเรื่องเป็นราวให้ง่ายๆ ดังต่อไปนี้ ก็คือ มีเด็กอยู่ 1 คน เค้าชอบเลี้ยงสัตว์ซึ่งสัตว์ที่เค้าเลี้ยงจะมีอยู่ 3 ชนิดก็คือ มีปลา มีเต่า แล้วก็มีไก่ ซึ่งทั้ง 3 ชนิดเนี่ย เด็กคนนี้ก็เลยต้องเลี้ยงให้มันสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ก็เลยเอาไปใส่ไว้ในอ่าง ซึ่งเป็นอ่างน้ำที่ใหญ่ๆ แล้วก็จะต้องเลี้ยงอาหารให้กับมันเพราะว่าไม่งั้นมันก็จะไม่มีชีวิตรอด ซึ่งอาหารที่เค้าจะให้ก็คือ ใบไม้ แล้วถ้าเกิดว่าเราเลี้ยงมันแล้วเราไม่ ไม่ปิดมันเงี่ย มันก็จะทำให้มันสามารถหนีออกไปได้ใช่ไหม หลบหนีออกไปได้ ฉะนั้นเราต้องหาอะไรสักสิ่งหนึ่งมาปิด ซึ่งฝามันก็หายไปแล้ว ก็เลยใช้จานที่มีอยู่ที่บ้านมาปิด ก็จะทำให้มันสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ในบ้านเรา ที่เราเลี้ยงได้ก็ จบ ก็จะมีครบหมดเลยทั้ง 9 ตัวลองไปหาดูในเรื่องราวเมื่อกี้ (อืม…)
หมายเหตุ….ตัว ฎ ฏ จะไม่มีเพราะมันออกเสียงเหมือน ด ต ตามลำดับอยู่แล้วเลยไม่มีในเรื่อง
Breakdown
ก็อักษรกลาง – So, these middle class consonants…
อักษรกลางภาษาไทยจะมีทั้งหมด 9 ตัว Thai has 9 middle class consonants.
ก็จะมี – They are..ก จ ด ต ฎ ฏ บ ป อ
ซึ่งการจะจำแบบนี้ – and so remembering them like this
มันจะเป็นเรื่องที่ยาก – can be difficult
Brett ก็เลยแนะนำวิธีการจำเป็นเรื่องเป็นราว – So Brett came up with a story
ให้ง่ายๆ – to make it easier.
ดังต่อไปนี้ – As follows…
ก็คือ มีเด็กอยู่ 1 คน – So there is this kid…
เค้าชอบเลี้ยงสัตว์ – and he likes keeping pets.
ซึ่งสัตว์ที่เค้าเลี้ยงจะมีอยู่ 3 ชนิด and he has 3 different pets (kinds).
ก็คือ มีปลา He’s got a fish.
มีเต่า a turtle
แล้วก็มีไก่ and a chicken
ซึ่งทั้ง 3 ชนิดเนี่ย and so all 3 of these animals
เด็กคนนี้ – so this kid
ก็เลยต้องเลี้ยงให้มันสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ – takes care of all of these animals
ก็เลยเอาไปใส่ไว้ในอ่าง and keeps them in a basin (that shower bucket thing)
ซึ่งเป็นอ่างน้ำที่ใหญ่ๆ a big bucket/basin
แล้วก็จะต้องเลี้ยงอาหารให้กับมัน – and of course he needs to feed them
เพราะว่าไม่งั้นมันก็จะไม่มีชีวิตรอด because if he didn’t how would they survive?
ซึ่งอาหารที่เค้าจะให้ก็คือ and he feeds them
ใบไม้ leaves
แล้วถ้าเกิดว่าเราเลี้ยงมันแล้วเราไม่ so if we have these animals
ไม่ปิดมันเงี่ย and we don’t close/cover (up the basin)
มันก็จะทำให้มันสามารถหนีออกไปได้ใช่ไหม they’d be able to get out (of the basin where they are kept) right?
หลบหนีออกไปได้ they’d be able to escape
ฉะนั้นเราต้องหาอะไรสักสิ่งหนึ่งมาปิด – so we need to have something to cover the basin with
ซึ่งฝามันก็หายไปแล้ว – but we lost the lid
ก็เลยใช้จาน – so we use a plate
ที่มีอยู่ที่บ้านมาปิด from the house to close it up
ก็จะทำให้มันสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ในบ้านเรา which allows them to stay in the house
ที่เราเลี้ยงได้ก็ จบ so we can take care of them. That’s it.
ก็จะมีครบหมดเลยทั้ง 9 ตัว Oh, and there are actually 9 letters in all.
ลองไปหาดูในเรื่องราวเมื่อกี้ (อืม…) But if you check the story I just told…
หมายเหตุ….ตัว ฎ ฏ the reason the othe other 2 letters ฎ ฏ
จะไม่มี are left out
เพราะมันออกเสียงเหมือน ด ต because they sound the same as ด and ต
Check out the newest old vid here.
I was going through some of my video folders and it seems there are quite a few clips that didn’t make it up. My expensive premium internet has not been having ninja-level speeds lately so I’m going to stagger the videos. More transcripts still being typed up.
I’m taking an intensive Burmese course at the moment which leaves me with little other than complete mental exhaustion when combined with work. I think that a language class can be good, but to create and maintain a class that is good all the time takes loads of work and mental energy. There has to be a better way to go about this.
อ่า! (LG Net.. Netbook) Netbook จาก LG ก่อนหน้านี้มันมีออกมา 2 รุ่น (series) ซึ่ง 2 รุ่นนั้น มีชื่อว่า X 110(X 110) กับ X 120 แต่ปัจจุบันนี้มีทำออกมาใหม่คือ LG X 130 (130) ซึ่งลักษณะพิเศษของมันก็คือ (ความพิเศษของมันง่ายๆต่อเนื่องยาวนานได้ 12 ชั่วโมง) ถูกต้อง แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็คือใส่แบตเตอรี่ถึง 9 ก้อน ซึ่งทำให้ตัวมันเองมีน้ำหนัก (น้ำหนัก) มากกว่า (มากกว่ารุ่นก่อนๆ) ใช่ แต่ว่ามันก็ไม่หนักมากนะ แค่ 3.2 ปอนด์ (หรือประมาณหนึ่งกิโลครึ่ง) อืม…! แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็สนนราคาอยู่ที่ประมาณ (789,000 วอน) หรือ (เงินไทย 23,000 บาท) แค่นี้เอง ไม่แพง ถูก ถูกกว่าของบู๋เยอะเลย ของบู๋ 42,000 (ซื้อให้หน่อย) โฮ่…..! จบแล้ว (จบ)
นานะเป็นการ์ตูน เอ้ย!ไม่ใช่การ์ตูน เป็นหนัง น่าจะเป็นหนังญี่ปุ่น(อ้าวเหรอ) เออ!เพราะว่าเพลงที่ขึ้นเป็นเพลงญี่ปุ่น ชื่อ? แน้!รู้เพลงญี่ปุ่นด้วย 55++ เสร็จแล้ว เป็นเรื่องราวของเด็กผู้หญิง 2 คน ที่มีชื่อเหมือนกัน คนหนึ่ง (อ่า…ก็เคยดูเหมือนกันนะ) เออ!คนหนึ่งนะจะมีความฝันจะเป็นนักดนตรี (รู้ล่ะ) ที่มีชื่อเสียง(อือฮือ!) แต่อีกคนมีความฝันอยากจะเป็นคนที่ถูกรัก โดยที่แบบ คือ….เพ้อเจ้อหน่อยๆนะเรื่องของความรัก สองคนนี้พอดีได้ไปโตเกียว ไปเที่ยวรถ รถไฟคันเดียวกัน ขบวนเดียวกัน ก็ไปเจอกันบนรถไฟ แล้วก็บังเอิญอีกครั้งหนึ่ง ไปแชร์ห้องแล้วก็ได้อยู่ห้องเดียวกัน ก็เลยได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน นานะคนแรกก็คือนานะที่มีความฝันเป็นนักดนตรีเนี่ยเค้าจะเป็นคนที่อาร์ทๆนะแต่งตัวตีสท์นะ แล้วก็ชอบใส่ชุดสีดำอะไรอย่างเงี่ย แล้วก็เป็นแนวเซอร์ๆหน่อย ไม่ค่อยอะไรกับใคร มีโรคส่วนตัวสูง แต่อีกคนหนึ่งเป็นแนวแบบอ่า….ช่างเพ้อฝันนะค่ะ คิคุอะโนเน๊ะ น่ารัก ต้องอยู่กับคนรัก คนรักต้อง.. แล้วสุดท้ายคนรักเค้าก็นอกใจเพราะว่าไปอยู่กับผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่มีความ เค้าเรียกว่า ความใกล้ชิด เลยทำให้คนนั้นเปลี่ยน(ไป) เค้าก็เลยเสียใจ แล้วก็อยู่ด้วยกัน แล้ววันหนึ่งก็แฟน(เก่า)ของคน คนนั้นนะที่เป็นนักดนตรีนะค่ะ เค้าก็เป็น ตอนนี้คือ เค้าเรียกว่าอะไร? เป็นแบนด์แล้วนะ เป็นวงดนตรีที่มีชื่อเสียง เค้าก็ไปดูกัน แล้วก็สุดท้ายแล้ว นานะคนที่เป็นนักดนตรีเนี่ย ก็สมหวังก็คือผู้ชายคนนี้ก็กลับมารักแล้วก็สมหวังกัน กับอีกคนที่เพ้อฝัน เค้าบอกว่าไม่เป็นไร เค้าแค่เห็นเพื่อนเค้ามีความสุขก็ดีใจแล้ว เค้าก็ยังมีความใฝ่ฝันที่จะตามหาคนคนนั้นที่จะรักเค้าคนเดียวต่อไป ก็จบ (จบ)
ฉายา ก็คือเป็นลักษณะของคำ ที่เหมือนเป็นชื่ออีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกคน อย่างเช่น สมมติว่า บู๋นะเป็นคนตลก หัวเราะง่าย อย่างปกติเดินเข้าคณะ เดินเข้าไปในห้องแลปปุ๊บ!ก็หัวเราะโดยที่ไม่มีสาเหตุ เสร็จแล้ว ก็เป็นอย่างงี้ทุกวัน ทุกวัน จนพี่ที่ห้องแลปเค้าก็เลยบอกว่า เออ!เนี่ยบู๋นะต้องกินกัญชาอะไรมาแน่เลย ทำไมมันหัวเราะทุกวันเลย แล้วพอมาวันนี้ พอบู๋จะเดินออกจากห้องแลป บู๋ก็บอกว่า “ไปแล้วนะค่ะพี่ๆ บ๊ายบาย ” อย่างเงี่ย พี่คนหนึ่งก็พูดขึ้นมา “จะกลับแล้วเหรอบู๋เชิญยิ้ม”อย่างเงี่ย คือเหมือนเป็นฉายาหนึ่งที่ตั้งแบบลักษณะของคน ที่เด่นๆของคนคนนี้ว่าเค้ามีลักษณะแบบไหน แล้วก็ให้ชื่อคนนั้นไป อันนี้คือคำว่าฉายา ของบู๋ก็มีฉายาว่าบู๋เชิญยิ้ม ซึ่งตอนแรกมีมาตั้งแต่สมัยเรียนป.ตรีแล้ว มีเพื่อนเคยเรียก แต่ไม่มีใครเรียกมานานแล้ว เพราะจบไปแล้วไง อืม…แล้วพอมาเรียนป.โท ไม่คิดว่าจะมีคนเรียก ตกใจเลยนะ หันไป ทำไมเค้าถึงเรียกอย่างเงี่ย แล้วเค้าก็บอกว่า ก็บู๋หัวเราะได้ทุกวัน จบ
ฉายา nickname
ก็คือ well, it’s..
เป็นลักษณะของคำ it’s a ลักษณะ of a word
ที่เหมือนเป็น thats the same as
ชื่ออีกชื่อหนึ่ง another name
ที่ใช้เรียกคน that’s used to call someone
อย่างเช่น For example…
สมมติว่า let’s assume that..
บู๋นะเป็นคนตลก I’m kinda funny
หัวเราะง่าย and I laugh easily
อย่างปกติ as usual
เดินเข้าคณะ I’m going into my faculty
เดินเข้าไป I walk into ..
ในห้องแลป the lab and
ปุ๊บ! ก็หัวเราะ bam (suddenly), I start laughing
โดยที่ไม่มีสาเหตุ without really having a reason…
ก็เป็นอย่างงี้ทุกวัน and so it goes like this every day
ทุกวัน every day
จน until
พี่ที่ห้องแลป a พี่ from my lab..
เค้าก็เลยบอกว่า He goes and says….
เออ!เนี่ยบู๋นะต้องกินกัญชาอะไรมาแน่เลย Jeez Boo, you must be smoking something..
ทำไมมันหัวเราะทุกวันเลย why are you always laughing?
แล้วพอมาวันนี้ and then this one day comes…
พอบู๋จะเดินออกจากห้องแลป and as soon as I’m walking out of the lab…
บู๋ก็บอกว่า I say…
“ไปแล้วนะค่ะพี่ๆ บ๊ายบาย ” I’m heading out. Cya.
อย่างเงี่ย like this
พี่คนหนึ่งก็พูดขึ้นมา and my พี่ yells out…
“จะกลับแล้วเหรอบู๋เชิญยิ้ม” Leaving already บู๋เชิญยิ้ม ? (<—ฉายา)
อย่างเงี่ย like that
คือเหมือนเป็นฉายาหนึ่ง its like a nickname
ที่ตั้งแบบลักษณะของคน that is based on the characteristics (personality and/or physical)
ที่เด่นๆของคน that stand out
คนนี้ว่า and as for me (this person..)
เค้ามีลักษณะแบบไหน what am I like?
แล้วก็ให้ชื่อคนนั้นไป well, I was given that name
อันนี้คือคำว่าฉายา this is ฉายา
ของบู๋ก็มีฉายาว่าบู๋เชิญยิ้ม and my ฉายา is บู๋เชิญยิ้ม
ซึ่งตอนแรกมีมาตั้งแต่สมัยเรียนป.ตรีแล้ว which started up while I was in college..
มีเพื่อนเคยเรียก some friends used to call me that
แต่ไม่มีใครเรียกมานานแล้ว but nobody has used it in a while
เพราะจบไปแล้วไง ’cause I’ve already graduated…
อืม… yea…
แล้วพอมาเรียนป.โท and then I started studying for my masters..
ไม่คิดว่าจะมีคนเรียก and I didn’t think anybody would call me that (anymore)
ตกใจเลยนะ its kinda surprising
หันไป looking back
ทำไมเค้าถึงเรียกอย่างเงี่ย why did they call me that?
แล้วเค้าก็บอกว่า Well, I’d say it’s because
ก็บู๋หัวเราะได้ทุกวัน I laugh every day.
จบ That’s it.