Get It ? – Transcript
Short one.
(เอาดิ) ก็อย่างเช่น สอน สอน สอนอยู่ get ป่ะ เข้าใจป่ะ เข้าใจ เออ! (O.K.) ก็ get เงี่ย (แต่ถ้าไม่เข้าใจ ไม่get ) เออ! ไม่ get (อืม) งงว่ะเงี่ย (อ่า O.K.)
Short one.
(เอาดิ) ก็อย่างเช่น สอน สอน สอนอยู่ get ป่ะ เข้าใจป่ะ เข้าใจ เออ! (O.K.) ก็ get เงี่ย (แต่ถ้าไม่เข้าใจ ไม่get ) เออ! ไม่ get (อืม) งงว่ะเงี่ย (อ่า O.K.)
การเรียนรู้สิ่งๆหนึ่งให้ประสบความสำเร็จ ในมุมมองบู๋นะ อันนี้ดูจากตัวอย่างที่ ที่ผ่านมาที่บู๋เจอ ก็สิ่งแรกที่รู้สึกว่ามันจะต้องมีก็คือ ต้องรู้สึกว่าชอบในสิ่งนั้นๆก่อนและก็อยากสนใจที่จะทำเพราะถ้าเราไม่ชอบเราไม่สนใจ มันจะไม่มีการเริ่มต้น (อืม) อืม……. เสร็จหลังจากนั้นเราก็สร้าง เค้าเรียกว่าอะไร กลยุทธ์ (555) วางแผนว่าจะเริ่มอย่างไรก่อน ก่อน อ่า เริ่มเรียนรู้ พูดง่ายๆ เริ่มเรียนรู้อย่างเช่น เรียนรู้จากคนอื่นก่อน หรือเรียนรู้ด้วยตัวเองจากหนังสือหรือว่าเรียนรู้ด้วยจากการแบบฟังหรือพูดหรืออะไรอย่างเงี่ย จากนั้นก็เอามาฝึกฝน การฝึกฝนซึ่งจะทำให้เราสามารถพัฒนาการได้เร็วขึ้น ก็คือ การดูบ่อยๆ ฟังบ่อยๆ อ่านบ่อยๆ ทุกๆวัน วันละนิดๆหน่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ อืม.. แล้วหลังจากนั้นก็ลองลงมือทำ คำว่าลงมือทำก็อย่างเช่น ก็สมมติว่าเราอยากรู้ภาษาไทย เราก็ต้องฟังบ่อยๆ พูดบ่อยๆ โดยเฉพาะการออกไปพูด เพราะถ้าพูดเสร็จแล้วปุ๊บ! มีคนแก้ให้เราก็จะรู้ว่าสิ่งๆนั้นผิดหรือถูก แล้วสิ่งที่ผิดเราก็มาปรับปรุงแก้ไขให้มันถูกแต่ถ้าสิ่งที่มันถูกอยู่แล้ว เราก็ congratulations (หัวเราะ) ก็ ก็ดีแล้วไงเออ! แล้วเราก็เก็บประสบการณ์ให้มากขึ้นๆเรื่อยๆหลังจากนั้นเราก็จะสามารถที่จะทำให้สิ่งที่เราสนใจหรือเราต้องการเรียนรู้เนี่ยประสบความสำเร็จและพัฒนาการได้ดีขึ้น แต่ มันก็ต้องอาศัยเวลา ใครจะเร็ว จะมาก จะน้อย ก็ขึ้นอยู่กับการสนใจของแต่ละคน อืม.. เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากความสนใจก่อน ถ้าไม่สนใจมันจะไม่ดี (แน่นอน) จบ
(ถ้ามีคนจะมาเที่ยวเชียงใหม่ แล้วมีอะไรแนะนำให้เค้าไหม ที่แบบไอ้แบบ แบบที่ท่องเที่ยวที่น่าจะชอบ) เอาแบบธรรมชาติหรือว่า (เอา เอาด้านธรรมชาติดีกว่า) ถ้าธรรมชาติ ถ้าเป็นหน้าหนาวจะมีที่เที่ยวเยอะ(อย่างเช่น,หัวเราะ) อย่างเช่น ดอยอินทนนท์ ดอยสุเทพ เอ้ย! ดอยสุเทพไม่ต้องหน้าหนาว ดอยอินทนนท์ อ่างขาง ดอยปุย แล้วก็อะไรนะ พวกสวนสิริกิตต์นะ สวนที่เป็นแบบต้นไม้เยอะๆแล้วก็อะไรนะเนที่อยู่เลยไปตรงนั้นนะ(ชี้มือ) มีพระตำหนักด้วยไม่ใช่เหรอ เออ!พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ สวนอะไรนะที่มันตอนนั้นมันเคยจัดงานนะเน พืชสวนโลกเหรอ เออ! พืชสวนโลก แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมีอะไรล่ะ (พืชสวนโลก ไม่มีอะไรแล้วไม่ใช่เหรอ) อืม แต่จริงๆแล้วมันมีแบบว่า พวกแบบปางช้างอะไรอย่างงี้ด้วยนะ ปางช้างแล้วก็มีแบบว่า ล่องแก่ง อะไรล่ะ(นึกอยู่) กล้วยไม้นะ เคยไปตอนเด็กๆนะ เป็นสวนกล้วยไม้ เป็นปางช้าง มีอะไรนะ ล่องแก่งที่แม่วาง (แล้ว) แล้วก็สวนสัตว์ (แล้วอะไรแบบล่องแพไหม) ล่องแก่งก็ล่องแพนั่นแหละ ประมาณกัน (เออ!ก็สนุกเน้อ,พยักหน้า,อันตรายก็สนุก) น่าเล่น (เออ! สมมติจะขึ้นดอย แล้วมีอะไรบ้าง) บู๋แนะนำอ่างขางนะ บู๋ชอบ บู๋เคยไป (เออ!ก็ได้อ่างขางมันมีอะไรบ้าง) มัน มันเป็นธรรมชาติที่คือ บู๋ไปตอนหน้าหนาว ตอนนั้นบู๋ไปพฤศจิกา มันจะหนาวมาก เมื่อปีก่อนๆมันจะหนาวนะ หนาวมากๆ แล้วมันจะเป็น เค้าเรียกแม่คะนิ้งนะ หยดน้ำแข็งนะค่ะ น้ำค้างกลายเป็นน้ำแข็ง (อืม,แล้วน้ำตกมีป่าว) มี คือ คือทางขึ้นอ่างขาง มันจะมีแวะน้ำตกหลาย แต่บู๋จำชื่อไม่ได้นะ แต่มันเป็น้ำตกแบบไหลตามทางไปเลยนะ มันจะ เค้าเรียกว่า บู๋เหมารถแดงนะ เค้าจอดตามสถานที่ท่องเที่ยวที่มันเป็นทางผ่านทั้งหมด (อืม) แต่บู๋แวะแค่ไม่กี่ที่เพราะใจพวกบู๋นะ คือเพื่อนๆกันนะอยากขึ้นอ่างขาง อยากไปพัก อยากไปนอนเย็นๆ กินลม ชมวิว อะไรอย่างเงี่ย ตื่นตอนเช้าก็ดูพระอาทิตย์ขึ้น สวยอย่างงี้เลย พระอาทิตย์ขึ้นสาดแสงสีส้มสวยมากๆ แล้วก็ขึ้นไปดูดอกไม้ที่เป็นสวนหลวง เอ้ย!เค้าเรียกอะไร สวนอะไรว่ะเนที่แบบมีดอกไม้เยอะๆ สวนสิริกิตต์ สวนอะไรประมาณนี้ (ที่ไหน) บนอ่างขางนะ เลยอ่างขางไปนิดหนึ่ง มันจะมีดอกไม้เยอะมาก แบบดงใหญ่ๆเลยแล้วดอกแบบดอกหน้าหนาวนะ มันจะสวยแบบแล้วก็สดทุกๆดอก อืม! แนะนำอ่างขางนะ บู๋ชอบ แต่ถ้าดอยอินทนนท์ก็มันหนาว แล้วมันก็สูงที่สุดอย่างเงี่ย ได้อารามณ์แบบว่าจุดที่สูงที่สุดของประเทศไทย อะไรอย่างเงี่ย แต่บู๋เฉยๆนะ บู๋ไม่ชอบ อืม (Thanks)
Robinson Crusoe
ก็เป็นคนหนึ่งชาว(หัวเราะ) สักอันหนึ่งอ่ะ(หัวเราะ) จำไม่ได้ไง จำได้แค่ว่าคือ เค้าง่ะเป็นคนที่ชอบ ชอบการผจญภัย เค้าก็เลย ที่จำได้ก็คือ เค้าออกไปแล่นเรือกับเพื่อนๆ กับอะไรอย่างเงี่ย แล้วก็เหมือนแบบเกิดโดนโจรสลัดนะมาปล้น แล้วเค้าก็ถูกจับไปเป็นเชลย แล้วเสร็จแล้วเค้าก็ แต่ว่าเจ้านายเค้านะเป็นคนดี ใจดีมากเลย พอเค้าถูกจับไปอะไรอย่างเงี่ยก็คือไปเป็นทาส แต่ว่าเค้าก็ไม่ได้แบบโหดร้ายทารุณอะไร อะไรชายคนนี้ นายเอแล้วกันบู๋จำชื่อไม่ได้ ไม่ได้ทารุณเอ แล้วพอมาวันหนึ่งเค้าก็ให้ออกไปแบบไปล่องเรือคือประมาณแบบว่ามีโอกาสที่จะหลบหนี เค้าก็เลยหลบหนีออกไปเสร็จแล้วปุ๊บก็เค้าก็เรือมันแบบไม่ได้ใหญ่อะไรมากอย่างเงี่ย มันก็เลยเหมือนแบบอับปราง แล้วก็ไปติดอยู่บนเกาะ เค้าก็อยู่บนเกาะคนเดียวคือคนอื่นนะตายหมดเลยอะไรอย่างเงี่ย เค้าก็อยู่บนเกาะคนเดียว แล้วก็พอเค้าตื่นขึ้นมาคือประมาณว่าก็อยู่บนเกาะที่ข้างรอบๆข้างก็มีแต่ทะเลอย่างเงี่ย เค้าก็ไม่รู้ต้องใช้ชีวิตอย่างไง ต้องทำอย่างไง เค้าก็เริ่มเรียนรู้ว่าอยู่บนนี้อันดับแรกก็ต้องสร้างๆบ้าน สร้างที่พัก สร้างที่อยู่ แล้วก็หาอะไรมากิน แล้วการจะหาอะไรกินก็ต้องเป็นผลไม้หรือว่าเป็นสัตว์ป่าที่อยู่ตรงนั้น แล้วก็น้ำก็ต้อง เค้าก็ต้องรู้จักที่จะจุดไฟแล้วก็มีหม้อ มีอะไรอย่างเงี่ยเพื่อที่จะเอามาต้มน้ำ เพราะถ้าเกิดกินน้ำที่มันมาจากน้ำทะเลหรือจากที่แบบตามแหล่งน้ำที่แบบตรงนั้นมันก็ต้องแบบไม่สะอาด แล้วก็อาจจะทำให้เค้าติดเชื้ออะไรอย่างงี้ได้ เค้าก็เลยแบบต้องหาหม้อมาต้ม แล้วเค้าจะหาหม้อจากไหน คือเค้าไม่มีอะไรเลย เค้าก็เลยแบบต้องเริ่มสร้างจากหินจากอะไรอย่างเงี่ยก็เอาหินมาแบบ เค้าเรียกว่าอะไรล่ะ ตีๆๆต่อยกันจนแบบเหลาให้เป็นไม้ เป็นมีดดาบ อะไรอย่างเงี่ย คือ เครื่องครัวอะไรต่างๆนาๆของเค้า คือเหมือนประมาณว่าบ้านหลังหนึ่งควรจะมีของอะไรบ้าง คือเค้าสร้างขึ้นมาเองหมดเลย แต่ว่าระยะเวลาในการสร้างก็คือ เค้าอยู่ที่นี้ประมาณ 27 ปี เพื่อที่จะสร้างพวกนี้ให้ครบหมดทุกอย่างเลย จนสุดท้ายสุดที่เค้านะหลบหนีออกมาจากเกาะนี้ได้ก็มีคนหนึ่งก็ ไม่ใช่มีคนหนึ่งก็กลุ่มหนึ่งเหมือนกัน เค้าเป็นเหมือนเป็นกัปตันเรือ แล้วเค้าก็ถูกจับโดยแบบมีแบบมีพวกที่ทรยศเค้าเนี่ยในเรือเดียวกันนี้ เค้าก็ถูกจับเอาไว้ เค้า(นายเอหรือRobinson)ก็เหมือนแบบไปช่วยคนเนี่ย(กัปตัน) แล้วคนเนี่ยก็เลยบอกว่า เออเนี่ย! ทำแผนกันว่าเค้า(กัปตัน) จะไปเอาเรือคืนอะไรอย่างเงี่ย ไปเอาเรือคืน แล้วถ้าเกิดเค้าส่งสัญญาณมานั้นแปลว่าสงบแล้วก็ให้เค้าออกไป แล้วเค้าก็จะพาไปกลับบ้านเค้าอะไรอย่างเงี่ย(เป็นคนประเทศเดียวกัน) แล้วสุดท้ายแล้วกัปตันนี้ก็ทำสำเร็จก็เลยพาเค้ากลับบ้านแล้วก็จับไอ้พวกที่ทรยศนั้นน่ะให้มันถูกจับอยู่เกาะแทนเงี่ย แต่พวก แต่ว่าพวกนี้ก็ยังโชคดีกว่าเค้าตอนที่เค้ามาครั้งแรกคือเค้าไม่มีอะไรเลย เค้าสร้างเองหมด แต่ตอนนี้พวกเนี่ยมาคือเค้าสร้างไว้ให้หมดแล้ว อย่างงั้นพวกนี้ก็ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่ว่ามันจะติดต่อกับใครไม่ได้เท่านั้นเอง แล้วเค้าก็ได้กลับบ้าน แต่สรุปสุดท้ายเค้าก็คิดว่าเค้าจะไม่ ไม่ล่องเรืออีกล่ะ จะไม่ทำอะไรอีกล่ะ ก็คือแบบจะอยู่ชีวิตเฉยๆธรรมดาๆ เรียบง่ายอะไรอย่างเงี่ย แต่การที่เค้ากลับไป 27 ปีที่เค้าไม่อยู่ พอเค้ากลับไป พ่อ แม่ ของเค้าก็ตาย พี่ชายเค้า ญาติเค้าก็คือตาย(ไป)หมดเลย เหลือแต่หลาน หลานกับลูกของพี่ชาย(หลานอีกคน) ก็ประมาณ 2 คนเท่านั้นแหละที่เค้า(ไป)อยู่ด้วย แล้วสรุปสุดท้ายหลานเค้าคนโตเนี่ยก็ชอบเหมือนกัน ชอบเหมือนกับเค้าก็เลยแบบชวนเค้าออกไปล่องเรืออีกครั้งหนึ่ง เค้าก็เลยได้ออกมาผจญภัยอีกครั้งหนึ่งเนี่ย เค้าก็เลยคิดว่าเองเค้านะเป็นเรื่องที่แปลก เรื่องที่แปลกที่วันหนึ่งจะต้องเอามาเขียนเป็นหนังสืออะไรอย่างเงี่ย แล้วก็เอามาขายได้ อะไรอย่างเงี่ย อืมมม จบล่ะ
ไม่ยากถ้าอยากฉลาด
ก็เมื่อกี้ ตอนที่รอ ก่อนจะไปดูหนัง ก็ไปแวะที่ B2S มันจะมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ชื่อเรื่องว่าไม่ยากถ้าอยากฉลาด มันก็จะเป็นแนวออกแบบ(นึก) เปิดอ่านดูมันก็จะเป็นการ์ตูน เป็นเรื่องเล่า แต่มันจะมีหัวข้อ หัวข้อ คือประมาณว่า ถ้าอยากฉลาดจะต้องทำอย่างไรบ้าง มันก็จะมีแยกออกเป็น 3 บท อ่า บทแรกมันก็จะเป็น การฝึกความคิดให้โดดเด่น ก็เรียกหัวข้อว่า การคิดต่างจากคนอื่น มุ่งมั่นและพยายามให้ถึงที่สุด แสดงความคิดด้วยความมั่นใจ แล้วก็ให้ความคิดอ่า……นอกกรอบนะกับความคิดในกรอบ ก็คือให้คิดนอกกรอบมากขึ้นเงี่ย ก็จะทำให้ความคิดเราโดดเด่นขึ้น บทที่ 2 ก็จะเป็นการเสริมสร้างความคิดและจินตนาการโดยการ อันแรกก็คือ การออกกำลังกายตอนเช้าจะช่วยทำให้สมองเรานะพัฒนาขึ้น การจุดประกายความคิดด้วยการเป็นคนช่างสังเกต แล้วก็ความคิดมันจะเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม ถ้าเกิดเราเปลี่ยนสภาพแวดล้อมจะทำให้ความคิดเราริเริ่มใหม่ๆขึ้นมาได้ แล้วก็จด การเขียนโน้ตเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราจำได้ดีขึ้น แล้วก็อย่าคิดเองสรุปเอง ต้องหาเหตุผลมาประกอบเพื่อจะให้ความคิดนั้นเป็นความคิดที่ถูกต้อง แล้วก็ฝึกใช้สมองซีกขวาให้มากขึ้น ก็คือสมองซีกขวาก็จะพูดถึงเรื่องศิลปะ ดนตรี แล้วก็กีฬา เพราะคนเราปกติจะถนัดมือขวา มือขวา การถนัดมือขวาคือการใช้สมองซีกซ้าย มันจะสลับกัน ฉะนั้นคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ใช้สมองซีกขวาเพราะว่าไม่ค่อยมีใครถนัดมือซ้าย ฉะนั้นต้องใช้ให้มากขึ้น เพื่อจะให้สมองนะมัน balance กัน แล้วก็จะฉลาดขึ้น อืม! แล้วก็ฝึก อ่า…..รับฟังความคิดเห็นจากเพื่อนบ้าง ฝึกตัดสินใจแล้วก็ฝึกทำอะไรด้วยตัวเองบ่อยๆ แล้วก็เปลี่ยนแปลงความคิดให้เป็นตัวอักษรก็คือบางครั้งการที่เรา แบบไม่ ไม่เขียนออกมา เราก็ไม่รู้ว่าเราคิดอะไร ฉะนั้นให้เขียนออกมา ความคิดนี้มัน มันอาจจะมีเหตุผลบ้าง ไม่มีเหตุผลบ้าง ก็เขียนๆออกมา แล้วค่อยมากลั่นกรองว่าอันไหนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ดี แล้วก็มันจะทำ การคิดนะได้ประสบความสำเร็จมากขึ้น แล้วข้อสุดท้ายก็คือการเปลี่ยนความคิดให้เป็น ให้ฝันเป็นจริงได้ ก็คือ คิดให้เป็นสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น แล้วก็สร้างนิสัยการเป็นผู้นำให้มากขึ้น แล้วก็สมอง ถ้ายิ่งใช้มากก็ยิ่งฉลาด แล้วก็มองโลกด้วยมุมมองใหม่ๆ ก็จะทำให้เราสามารถค้นหาความสามารถพิเศษของตัวเราได้ ก็จะทำให้เราฉลาดขึ้น แค่นี้แหละ อืม…(ชื่อ) ชื่อหนังสือว่า ไม่ยากถ้าอยากฉลาด เล่มละ 198 บาท (ไม่ยากถ้าอยากฉลาด) ใช่ (ซื้อยัง) จะซื้อแล้วเมื่อกี้ ไม่ได้กดตังค์ไปเลยแบบแป๊ะๆไว้ก่อน (เดี่ยวก็ซื้อ 2 เล่มเลย Brett อยากอ่าน,หัวเราะ,เออ! จบ) จบ
_____________________________________________
Breakdown
ก็เมื่อกี้
ตอนที่รอ while I was waiting
ก่อนจะไปดูหนัง to go see a movie
ก็ไปแวะที่ B2S I stopped in at BTS (bookstore)
มันจะมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง There was this book..
ชื่อเรื่องว่า called
ไม่ยากถ้าอยากฉลาด It’s not hard to get smart.
มันก็จะเป็นแนวออกแบบ the layout/setup is like
(นึก) (thinking)
เปิดอ่านดูมันก็จะเป็นการ์ตูน like a cartoon
เป็นเรื่องเล่า and it’s a story
แต่มันจะมีหัวข้อ but it has these headings
หัวข้อ คือประมาณว่า headings that are kinda like
ถ้าอยากฉลาดจะต้องทำอย่างไรบ้าง If ya wanna be smart ..what do you need to do..
มันก็จะมีแยกออกเป็น 3 บท It’s split up into 3 parts
อ่า บทแรกมันก็จะเป็น Uh..and the first one is…
การฝึกความคิดให้โดดเด่น train your thoughts/ideas to (achieve) excellence
ก็เรียกหัวข้อว่า and it was called
การคิดต่างจากคนอื่น thinking differently than others
มุ่งมั่นและ absorbing and
พยายามให้ถึงที่สุด trying for the best
แสดงความคิดด้วยความมั่นใจ express your ideas with confidence
แล้วก็ให้ความคิดอ่า……
นอกกรอบนะกับความคิดในกรอบ
ก็คือให้คิดนอกกรอบ to enable you to think outside the box
มากขึ้นเงี่ย more
ก็จะทำให้ความคิดเราโดดเด่นขึ้น
บทที่ 2 ก็จะเป็นการเสริมสร้างความคิดและจินตนาการโดยการ อันแรกก็คือ การออกกำลังกายตอนเช้าจะช่วยทำให้สมองเรานะพัฒนาขึ้น การจุดประกายความคิดด้วยการเป็นคนช่างสังเกต แล้วก็ความคิดมันจะเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม ถ้าเกิดเราเปลี่ยนสภาพแวดล้อมจะทำให้ความคิดเราริเริ่มใหม่ๆขึ้นมาได้ แล้วก็จด การเขียนโน้ตเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราจำได้ดีขึ้น
แล้วก็อย่าคิดเองสรุปเอง
ต้องหาเหตุผลมาประกอบเพื่อจะให้ความคิดนั้นเป็นความคิดที่ถูกต้อง
แล้วก็ฝึกใช้สมองซีกขวา to train the right side of your brain
ให้มากขึ้น to improve it
ก็คือสมองซีกขวา the right side of the brain
ก็จะพูดถึงเรื่อง
ศิลปะ art
ดนตรี music
แล้วก็กีฬา and sports
เพราะคนเราปกติจะถนัดมือขวา because most of us are right-handed
มือขวา the right hand
การถนัดมือขวาคือการใช้สมองซีกซ้าย right-handedness uses the left side of the brain
มันจะสลับกัน they are oppposites
ฉะนั้นคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ใช้สมองซีกขวา most people don’t really use the right side of their brains..
เพราะว่า because
ไม่ค่อยมีใครถนัดมือซ้าย there aren’t that many left-handed people
ฉะนั้นต้องใช้ให้มากขึ้น so you need to use it (right brain) more
เพื่อจะให้สมองนะมัน balance กัน to give your brain more balance
แล้วก็จะฉลาดขึ้น อืม! and then you’ll be smarter. Yup.
แล้วก็ฝึก อ่า…..รับฟังความคิดเห็นจากเพื่อนบ้าง
ฝึกตัดสินใจแล้วก็ฝึกทำอะไรด้วยตัวเองบ่อยๆ
แล้วก็เปลี่ยนแปลงความคิดให้เป็นตัวอักษร
ก็คือบางครั้งการที่เรา
แบบไม่ ไม่เขียนออกมา
เราก็ไม่รู้ว่าเราคิดอะไร
ฉะนั้นให้เขียนออกมา ความคิดนี้มัน มันอาจจะมีเหตุผลบ้าง ไม่มีเหตุผลบ้าง ก็เขียนๆออกมา แล้วค่อยมากลั่นกรองว่าอันไหนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ดี
แล้วก็มันจะทำ
การคิดนะได้ประสบความสำเร็จมากขึ้น
แล้วข้อสุดท้าย and the last section
ก็คือการเปลี่ยนความคิดให้เป็น to change your ideas
ให้ฝันเป็นจริงได้ and dreams a reality
ก็คือ คิดให้เป็นสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น แล้วก็สร้างนิสัยการเป็นผู้นำให้มากขึ้น แล้วก็สมอง ถ้ายิ่งใช้มากก็ยิ่งฉลาด
แล้วก็มองโลกด้วยมุมมองใหม่ๆ
ก็จะทำให้เราสามารถค้นหาความสามารถพิเศษของตัวเราได้
ก็จะทำให้เราฉลาดขึ้น and it makes us smarter
แค่นี้แหละ อืม…that’s it
ชื่อหนังสือว่า the name of the book is
ไม่ยากถ้าอยากฉลาด It’s not hard to get smart/clever
เล่มละ 198 บาท it costs 198 baht
(ไม่ยากถ้าอยากฉลาด) ใช่ (ซื้อยัง)
จะซื้อแล้วเมื่อกี้
ไม่ได้กดตังค์ไปเลยแบบแป๊ะๆไว้ก่อน
(เดี่ยวก็ซื้อ 2 เล่มเลย Brett อยากอ่าน,หัวเราะ,เออ! จบ)
I’ll pick up a second one cause you will wanna read it haha. Finished.
จบ We’re done.
(อ่า ! วันนี้ วันนี้ไปทำอะไรมา) ก็ตื่นสายเพราะเมื่อคืนไปกินเบียร์มา(ที่ไหน) กินตรงเนี่ย เดหลีนี่ ไปกินกับพี่ กินเยอะไปหน่อย(หัวเราะ) ก็ตื่นตั้งแต่ ตื่นตั้งแต่(อืม..กี่โปรล่ะ) 2 (2 โปร) แต่บู๋กินไม่หมดหรอก มีใครบางคนกินเยอะกว่า(หัวเราะ)แถวๆนี้นะ ไม่ก็มันตื่น แบบปกติถ้ากินเยอะแล้วมันจะร้อน แล้วมันจะตื่นเองนะ ก็วันนี้ตื่นมาตีห้า ตื่นตีห้าเสร็จแล้วปุ๊บก็ร้อน อยู่ไม่ได้ก็ไปเปิดแอร์แล้วนอนต่อ แล้วก็ตื่นมาอีกทีเก้าโมงกว่า เพราะว่าจริงๆแล้วมีเรียนสิบโมง ก็เลยทำให้ late (เรียนอะไรล่ะ 10 โมง) เรียน…ภาษาอังกฤษ ก็เลย late นิดหนึ่ง ติ๊กไปเคาะประตู แล้วบอกรอแป๊บหนึ่ง(หัวเราะ) เพราะว่าบู๋ไม่ทัน ติ๊กก็เลยต้องรอ แล้วเสร็จแล้วก็ไปเรียนภาษาอังกฤษประมาณชั่วโมงครึ่ง ก็เสร็จประมาณสิบเอ็ดโมงครึ่ง หลังจากนั้นก็ไปซื้อข้าว แล้วก็ไปส่งข้าว(หัวเราะ) เสร็จแล้วน้าก็โทรมาบอกว่าอยู่ที่ MK ให้ตามไปแล้วก็ไปกินข้าวกับน้าก็เลยช้าไง(อ้าว! ซื้อข้าวมาแล้วไปกินข้าว) ซื้อข้าวมาให้คนอื่น(ไม่ได้ซื้ออะไรให้ตัวเอง) ไม่ได้ซื้อให้ตัวเอง ก็เอาก้านเห็ดมาให้ติ๊ก แล้วก็ แล้วก็(เออๆๆก้านเห็ดคืออะไรก็คนที่ฟังเค้าไม่รู้)ก้านเห็ดก็คืออาหารเจอย่างหนึ่ง อร่อย อร่อยมากเลย แนะนำก้านเห็ดอยู่หน้าคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชื่อร้านมังสาวิรัต เยี่ยม! อร่อยมาก อืม.. แล้วเสร็จแล้วก็ไปกับน้าไปกินMKแล้วไม่กล้าเร่งน้าไงก็เลยช้า late (แล้ว MK คืออะไร) คือสุกี้ยากี้ คือมันเป็นร้านอาหารที่เป็นแบบสุกี้ง่ะ หม้อต้มเค้าน่าจะรู้จักมั้ง อืม (เออ!ไม่เคยมาจะรู้จักได้ไงหน้อ) เออ!หน้อ มีหม้อต้มแล้วก็เอาใส่ๆๆสรรพสิ่งอย่างลงไปเงี่ย หมู เนื้อ ไก่ ปลาหมึกลงไปก็กิน แล้วกินกับน้าเสร็จประมาณชั่วโมงหนึ่งแล้วก็เสร็จประมาณบ่ายโมงอย่างเงี่ย แล้วก็ไปดูรอบหนัง ไปดูเรื่องจีจ๊า แล้วหนังนะมีรอบเที่ยงครึ่งกับบ่ายโมงสี่สิบห้าก็เลยจำเป็นต้องดูบ่ายโมงสี่สิบห้าเพราะรอบเที่ยงครึ่งไม่ทันแล้วเงี่ยืเสร็จก็เกือบสี่โมงเมื่อกี้ก็รีบมาเนี่ยแหละเพราะว่ามัน late ไง ก็ต้องขอโทษด้วย(late กี่นาที) late ประมาณ 20 นาที(อืม) อืม..ก็มัน late มาตั้งแต่แรกแล้วไงก็เกรงใจน้าน้าเค้าอุตส่าห์มา เค้าก็บอกให้ไปกินด้วยกัน อย่างไง(ก็ไม่เป็นไร คราวหน้าก็โทรมาบอกก่อนเดี๋ยวน่าจะ late หรือป่าวจะ late สักกี่นาทีหรือครึ่งชั่วโมง) เมื่อกี้ส่งmessage มาบอกแล้วไง (ส่ง message wait a minute) 555+++ก็คิดว่ามันจะจบแล้วไง ก็จริงๆมันต้องจบแบบต้องจบบ่ายสามโมงครึ่งไง(ตามกำหนดการที่ควรจะเป็น คิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกมา) แล้วมันก็ late ไปสิบห้านาที(ก็แล้วทำไมไม่บอกก่อน……….)
แปลเป็นไทยก็คือการเอาชีวิตรอดบนเกาะร้าง อันดับแรกถ้าเกิดว่าสมมติว่าเราไปติดเกาะสิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือมีสติเพราะการมีสติจะทำให้เราสามารถคิดอะไรได้ทุกๆอย่าง อาจจะค้นหา GPS หรือเครื่องมืออะไรก็ตามที่สามารถสื่อสารได้กับมนุษย์โลก แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่อย่างไรเราก็ต้องมีสติ เพราะถ้าเราขาดสติหรือสติหลุดไปแล้ว โอกาสที่จะมีชีวิตรอดก็หมดไป มันก็สิ้นๆไปเลย อันดับที่สองก็คือถ้าเกิดสมมติว่าเราไปติดเกาะหลายๆคน ไม่ใช่เราคนเดียวก็ควรจะเลือกหัวหน้ากลุ่ม การเลือกหัวหน้ากลุ่มไม่ใช่เลือกเพื่อที่จะให้เค้ามาตัดสินใจทำอะไร แต่เลือกเพื่อที่จะสมมติว่าเราคิดไอเดียอะไรออกมาให้เค้าเป็นคนฟันธงว่าควรจะทำอะไรอย่างไงมากกว่า อืม….แล้วอันที่สามก็คือหาน้ำจืด เพราะว่าแหล่งอาหารที่ดีก็คือ..จริงๆแล้วคนบางคนจะคิดว่าการขาดอาหารจะทำให้เราตาย(เพียงอย่างเดียว) แต่จริงๆแล้วถ้าจากการสำรวจหรือความรู้ที่บู๋เคยรู้ก็คือการขาดน้ำนะแค่ 3 วันก็ตายแต่ขาดอาหารนะเป็น 10 วันเลยกว่าจะตาย ฉะนั้น น้ำสำคัญกว่าอาหาร สิ่งแรกที่ต้องหาคือน้ำจืด แล้วทำไมต้องเป็นน้ำจืดกินน้ำทะเลไม่ได้เหรอ กินน้ำทะเลไม่ดีเพราะว่าน้ำทะเลมันมีเกลือ มันมีความเค็ม การกินน้ำเกลือ น้ำทะเลจะทำให้ดูด อ่า! ร่างกายเราจะสูญเสียแร่ธาตุมากขึ้นก็จะทำให้เพลีย ยิ่ง ยิ่งแย่ลงไปกว่าเดิม แล้วบางคนที่ไม่มีน้ำกิน กินฉี่ กินฉี่ก็เหมือนกับการกินน้ำทะเลนั้นแหละก็ทำให้ร่างกายเราแย่ ฉะนั้นต้องหาแหล่งน้ำจืด อันที่สี่ก็คือ หาถ้ำไว้สำหรับนอนพักพิงเพราะว่าการอยู่ในถ้ำก็จะทำให้เรามีที่พักที่ปลอดภัย อันที่ห้าก็คือจุดไฟเพราะการที่มีไฟจะทำให้เราหุงหาอาหารได้ แล้วนอกจากนั้นก็คือป้องกันพวกสัตว์ แมลง อะไรพวกนี้ได้ แล้วก็เป็นจุดเด่น จุดสนใจที่เวลาที่ถ้าเกิดคนผ่านไปผ่านมมาเค้าก็จะได้เห็นด้วย แล้วก็การจุดไฟง่ายๆ ถ้าเกิดมีไฟแช๊คก็โชคดี แต่ถ้าเราไม่มีก็คือแนะนำให้เอาพวกไม้ไผ่หรือว่าหินนะ เคาะ เคาะให้เกิดประกายไฟ แล้วถ้าเกิดประกายไฟปุ๊บ! มันจะเป็นความคิดสมัยโบราณเน้อะ! เอาพวกใบไม้แห้งๆอย่างเงี่ยมารีบถมๆๆแล้วก็เป่าๆๆด้วยลมแรงๆไฟมันก็จะติดได้เอง หุงหาอาหาร(ได้) อันนี้เคยทำตอนเด็กๆ ตอนออกค่ายลูกเสือยุวะแต่ไม่เคยติดเลย หึหึ(หัวเราะ) อันที่หกก็คือหามีดสักเล่มหนึ่งเพราะมีดสามารถเป็นอาวุธ สามารถหาอาหารได้ แล้วถ้าเกิดว่าไม่มีก็แนะนำให้ อ่า! ทุบหินหรือว่าทุบอะไรให้มันเป็นแหลมๆ ให้มันมีลักษณะเหมือนมีดเงี่ย จะได้หาได้ แล้วอันที่เจ็ดก็คือต้มน้ำกินเพราะถ้าเกิดว่าเรากินน้ำเปล่าตามแหล่งทั่วๆไปเนี่ยมันอาจจะมีเชื้อโรค ทำให้เราท้องเสียได้ ยิ่งทำให้เราแย่ ทำให้เราไม่สบาย เสร็จแล้วการต้มน้ำก็เป็นการฆ่าเชื้อได้อย่างหนึ่ง ฆ่าพวกจุลินทรีย์หรือว่าเชื้อที่มันสามารถตายได้ด้วยความร้อนก็จะทำให้เราดื่มน้ำที่สะอาด แล้วก็ข้อที่แปดก็คือหาอาหารเพื่อที่จะประทังชีวิต ข้อที่เก้าก็คือทำสัญลักษณ์อย่างเช่นก่อกองไฟหรือว่ากองหินหรือว่าอะไรก็ตาม นกหวีดเป่าให้คนที่แบบผ่านไปผ่านมาเพื่อที่เค้าจะได้รู้ว่ามีคนอยู่ตรงนี้ เค้าจะได้ให้ ให้ความช่วยเหลือกับเราได้ แล้วสิ่งต่อมาก็คือไม่เครียดเพราะการเครียดจะทำให้ชีวิตเรายิ่งแย่ ฉะนั้นการรอคอยความช่วยเหลือก็คือให้หาอะไรทำไปเพลินๆ เล่นเกมส์ เล่นหมากรุก เล่นอะไรอย่างเงี่ย ถ้ามีเพื่อนก็ชวนเล่นซ่อนแอบ เล่นอะไรไปก็จะได้ไม่เครียด แล้วสิ่งสุดท้ายก็คืออย่ายอมแพ้เพราะการยอมแพ้ก็คือจบสิ้นทุกอย่าง เพราะถ้าคนเราไม่คิดที่จะลุกสู้มันก็จะไม่ประสบความสำเร็จ จบ
The transcripts just keep coming in. Expect more over the next week or so.
ก็เป็น สถานการณ์หนึ่งที่ผู้ชายชื่อ ปีเตอร์กับจอห์นนเพื่อนเค้า ปีเตอร์เนี่ย วันหนึ่งไปงานปาร์ตี้ แล้วก็ไปรู้จักกับ ไม่ใช่ ไม่ได้รู้จักดิ ไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งในสายตาเค้าหรือในความคิดเห็นของเค้า เค้าบอกว่า ผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่สวยที่สุดในโลก แต่เค้านะเขิน เค้าไม่กล้าอย่างเงี่ย แล้วจอห์นก็เลยถามเค้าว่า เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้น เห็นเค้าสลด upset เงี่ย อืม! ก็เห็นหน้าเค้าสลด จอห์นก็เลย เอ้ย! (พูดชื่อตัวละครผิด) ปีเตอร์ก็เลยบอกว่า เนี่ยไปเจอผู้หยิงคนหนึ่งสวยมากเลย สวยที่สุดในโลก อะไรอย่างเงี่ย แล้ว แล้วจอห์นก็บอกว่า จริงเหรอ แล้วชื่อเค้าชื่ออะไรล่ะ ปีเตอร์ก็บอกว่า ไม่แน่ใจเหมือนกัน เค้าก็ต้องการจะรู้เหมือนกัน คือเค้ายังไม่รู้ จริงๆแล้วเค้ายังไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ เค้าไม่กล้า ปีเตอร์ก็ถาม อ้าว! แล้วทำไมล่ะ เค้าบอกว่าเค้ารู้สึกอาย เขินอายที่ต้องไปถามที่ต้องอะไรแบบนี้ แต่เพื่อนเค้าก็เลยบอกให้ลองดู เค้าก็เลยบอกว่า เออ! ถ้าอย่างงั้นเดี๋ยวจบเพลง เดี๋ยวเค้านะเค้าจะไปถาม แล้วพอจบเพลงเค้าเลยเดินเข้าไปบอกผู้หญิงว่าเออ! ขอบคุณสำหรับการเต้นรำ อะไรอย่างเงี่ย ผู้หญิงก็เลยบอกว่าไม่เป็นไร อะไรอย่างเงี่ย แต่ว่าเค้าต้องไปแล้ว ผู้ชายคนนี้ก็เลยบอกว่า เออ! ถ้าอย่างงั้นเค้าโทรไปหาได้ไหมพรุ่งนี้ ผู้หญิงก็เลยบอกว่าก้ได้ถ้าคุณต้องการ อ้าว!แล้วเบอร์ เบอร์คุณยังไม่ได้ให้ ไม่ได้ให้เบอร์เลย อะไรอย่างเงี่ย แล้วเค้า แล้วเค้าจะโทรไปได้ยังไง อะไรอย่างงี้ ผู้หญิงก็เลยบอกว่าก็ให้ไปเปิดที่เค้าเรียกว่า(นึก) ถ้าคนไทยก็สมุดเหลืองง่ะ สมุดโทรศัพท์ โอโฮ้! แล้วเค้าจะเปิดได้อย่างไงเค้ายังไม่รู้จักชื่อเลย ผู้หญิงคนนี้ก็บอก ก็ไปหาชื่อในสมุดเหลืองนั้นเหมือนกัน อะไรอย่างเงี่ย แล้วผู้หญิงก็บอก Good bye
ก็คือบู๋เคยฝึกขับรถ ขับรถยนต์กับพ่อมาตั้งนานแล้วตั้งแต่เด็กๆ แต่ว่าไม่มีโอกาสได้ขับถนนใหญ่สักที ปกติก็คือขับแบบรอบสนามกีฬาอะไรอย่างเงี่ย(ทำท่าทางประกอบ) ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรกีดขวางแล้วก็ไม่มีรถสวนไง แต่มันก็จะมีทางโค้ง มีอะไรอย่างงี้ แต่ว่าเมื่อวานก่อนกลับบ้าน ก็เลยบอกพ่อว่า เออ!นี่โตแล้ว อยากจะซื้อรถ แต่ว่าก็ยังขับไม่เป็นเลยอย่างเงี่ย ก็เลยไปขอพ่อขับ พ่อก็เลยให้ขับถนนใหญ่ ก็คือขับกลับเข้าบ้าน ก็ไม่ได้ใหญ่แบบถนนใหญ่แบบ 8 เลนอะไรเลยนะก็คือแค่ 2 เลนธรรมดา แต่ว่ามันก็มีรถสวน มีเราต้องแซง(หมายถึงมีรถคันอื่นที่วิ่งบนถนนแล้วช้า เราสามารถที่จะขับแซงเข้าไปได้) มีอะไรอย่างงี้ เออ!ก็เสร็จแล้วขับ พ่อก็นั่งข้างๆ แล้วก็ขับ แม่ก็นั่งข้างหลัง เอาล่ะครับ 3 คน (หัวเราะ) พอเริ่มต้นขับ เริ่มแรกก็ผิดเลย เพราะว่า คือมันจะมี…เค้าเรียกว่าอะไรล่ะ…เบรกมือนะ อืม!พ่อเค้าก็ต้องเบรกมือไว้ก่อน อืม! ใช่แล้วเค้าก็เปลี่ยนที่นั่งกับบู๋ แต่พอบู๋จะขับบู๋ก็เร่งล่ะแต่บู๋ไม่ได้ปล่อยเบรกมือ (หัวเราะ)(ไม่ได้ปล่อยเบรกเหรอ) ใช่ เปลี่ยน เปลี่ยนเกียร์อะไรเรียบร้อย ทำเป็น แหน่……ไม่ได้ปล่อยเบรก พ่อบอกไม่ได้สังเกตอะไรเลย(เป็นเกียร์ธรรมดาเหรอ) (พยักหน้า) เป็นเกียร์ธรรมดา เกียร์กระปุก พ่อบอกว่าถ้าขับเกียร์กระปุกได้ เกียร์ออโต้ก็สบายเงี่ย อืม….แล้วบู๋ก็ขับรถเก๋งไม่ได้นะเพราะมันเบา เคยขับแล้วมันพุ่ง ก็เลยให้ขับรถเป็นรถกะบะ พ่อให้ฝึกอย่างงั้นก่อน ก็พ่อก็เลยปลดให้ ใครชวนอะไรคุย อย่าโทรอะไรเข้าไปตอนนั้น เพราะบู๋มีสมาธิอยู่แค่การขับรถเท่านั้น จ้องอย่างงี้เลย ตัวเกร็ง แขนขาก็จับไว้ แต่ก็ฟังพ่อทุกอย่างนะ พ่อเค้าบอกว่า แต่ขับได้ดีมากเลยนะวันนั้นนะ รู้สึกว่าแบบ good เยี่ยมคือแบบขับไปก็โค้งอะไรอย่างงี้ก็ไม่ผิดพลาด แซง แซงก็แบบว่าก็แซงได้ ก็ไม่ได้ไปปาดหน้าเค้าอะไรอย่างเงี่ย เพราะว่าครั้งก่อนนู้น….ตอนเด็กๆเคยขับ ขับแล้วแบบขับจนแซง มันไปปาดหน้าเค้าไง แล้วพ่อเค้าก็ว่า แล้วทีนี้พ่อเค้าก็เลยบอกว่าให้เว้นระยะอย่างไง ต้องเหยียบเบรก ต้องปล่อยเบรก ต้องเหยียบคันเร่ง เค้าประกบตลอด พูดตลอด ก็เลยรู้สึกว่าครั้งนี้เจ๋งอะไรอย่างเงี่ย ขับกลับบ้านด้วยความปลอดภัย สุดท้ายก็ถึงบ้าน เย้! ไชโย แม่ก็เลยแบบ แม่บอกว่าแม่ตื่นเต้นมาก แม่ไม่กล้าละสายตาจาก จากมือบู๋ แล้วก็จากไมล์นะ แม่บอกว่าห้ามเกิน 60 ลูก ห้ามเกิน ห้ามเกิน พอจะเกิน แม่ก็บอก ลูกเบา เบา เบา แม่กลัว แต่พ่อไม่ได้ว่าอะไร พ่อเค้าก็จะคอยกำกับ แต่แม่เค้าก็จะดูไมล์ให้ แล้วบู๋ก็จะจดจ้องแค่ข้างหน้า กระจก อะไรอย่างงี้ อืม…สนุกดี สนุกดี เดี๋ยวจะฝึกขับต่อ O.K.
Happy Sunday. Here we have a full transcript plus a written language version.
Thanks to Boo, the speaker, who transcribed everything for you.
ก็บู๋จะพูดถึงไข้หวัดหมูหรือไข้หวัด ถ้าคนไทยก็จะเรียกไข้หวัด 2009 (มีคนถามอะไรสักอย่าง) ใช่ ก็ตัว H1N1 ก็กลายพันธุ์มาจากไข้หวัดใหญ่ที่เป็น H5N1 ไข้หวัดใหญ่ก็คือ H5N1จะเป็นสายพันธุ์ๆหนึ่ง แต่นี่(ไข้หวัด2009) มันจะ cross ข้ามมา ก็คือจะกลายพันธุ์มาก็เป็น H1N1 แต่ว่าตอนก่อนหน้านี้เมื่อ 2-3 ปีก่อน ก็จะมีโรคไข้หวัดนกที่มันแพร่ระบาดทั่วไปน้อ แต่อันนี้(ไข้หวัดนก)จะผ่านทางสัตว์มาสู่คนก็คือมาจากการกินของสุกๆดิบๆที่มันไม่ได้ปรุงสุก แต่ว่าไข้หวัดหมูหรือไข้หวัด2009เนี่ยจะรุนแรงมากกว่าไข้หวัดนกเพราะว่ามันสามารถที่จะผ่านสู่ person to person ก็คือจากคนหนึ่งไปต่ออีกคนหนึ่งได้ง่าย ฉะนั้นก็เลยทำให้เป็นที่ฮือฮาและก็น่ากลัวมาก ซึ่งแนวทางอุบัติการณ์การเกิดไข้หวัดหมูหรือไข้หวัด2009เนี่ย ก็คือคนที่เป็นแล้วมีโอกาสที่จะเสียชีวิตก็คือจริงๆแล้วเปอร์เซ็นต์มีเพียง 0.03 % ซึ่งคนที่จะเข้า เค้าเรียกว่าอะไร(กำลังนึกอยู่) เข้าขอบเขตการเสียชีวิตก็คือต้องเป็น หนึ่งคนที่มีสูงอายุ แล้วก็มีอ่า…..สุขภาพร่างกายที่อ่อนแอ หรือมีโรคประจำตัว (สอง)ไม่งั้นก็คือเป็นเด็กที่ภูมิต้านทานยังต่ำ แต่ถ้าเป็นพวกเราอย่างเงี่ย แข็งแรง ร่างกายสมบูรณ์ ออกกำลังกาย ไม่กินเหล้าบ่อย ไม่สูบบุหรี่(หัวเราะ) พูดเล่น แล้วก็คือแข็งแรงมากพอ ก็คือโอกาสที่จะเสียชีวิตมีน้อยอยู่แล้ว และถ้าเกิดว่าเรารู้ตัวเราเป็นหวัดอย่างเงี่ย เราก็ดูแลตัวเอง อย่างช่วงวันแรกก็กินแค่พาราธรรมดาเพราะว่าพารานะสามารถลดไข้ได้ แต่ถ้ากินพาราไป 1 วันแล้ว รู้สึกว่าไข้ไม่ลด ไข้ยังสูงอยู่อย่างต่อเนื่อง อันนี้ก็ต้องรีบไปโรงพยาบาล ตอนแรกก็ให้เค้าคัดกรองก่อนแล้วก็ดูเชื้อก่อนว่าเป็นหรือไม่เป็น เพราะซึ่งถ้าเป็นก็จะถูกรักษาด้วย Tramiflu อืม! ก็ประมาณนี้ คือ concept การรักษาก็จะประมาณนี้ แต่ตอนนี้ที่เค้านิยมกันก็คือป้องกันตัวเองด้วยการใส่ mask แล้วก็ล้างมือให้สะอาด แต่การใส่ mask จริงๆ แล้วโดยส่วนตัวบู๋เชื่อว่ามันแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะ mask ที่ใส่เข้าไปอนุภาคที่ผ่านอย่างตัวเชื้อโรคหรือไข้หวัดอื่นๆอย่างเงี่ย มันก็ยังผ่านได้อยู่ เพราะว่ามันขึ้นอยู่กับอนุภาค(หันไปมองข้างหลัง) ขึ้นอยู่กับอนุภาคที่มันจะผ่านเข้าไป อืม! ก็ช่วยได้ระดับหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เป็นการป้องกัน
ปล. อนุภาค ที่ผู้พูดหมายถึง ขนาดอนุภาคนะ ตอนพูดนั้นพูดไม่ทันในสิ่งที่คิดเลยทำให้บางครั้งพูดไม่หมดประโยค แต่หากเป็นคนที่เข้าใจในภาษาไทยเพียงเท่านี้ก็สามารถสื่อสารกันได้ แล้วก็ส่วนใหญ่คำในนี้จะเป็นภาษาพูด แต่หากอ่านในหนังสืออาจจะไม่เจอในบางคำ
ภาษาเขียน(สรุปแค่ใจความสำคัญจากบทพูดข้างต้น)
บู๋จะพูดถึงไข้หวัดหมูหรือไข้หวัด ถ้าคนไทยเรียกไข้หวัด 2009 (มีคนถามอะไรสักอย่าง) ใช่ ก็คือ H1N1 ที่กลายพันธุ์มาจากไข้หวัดใหญ่ที่มีชื่อเรียกว่า H5N1 ไข้หวัดใหญ่หรือH5N1 เป็นสายพันธุ์ๆหนึ่ง แต่ไข้หวัด2009 เกิดจากการกลายพันธุ์มา แต่ว่าตอนก่อนหน้านี้เมื่อ 2-3 ปีก่อน มีโรคไข้หวัดนกที่มันแพร่ระบาดทั่วไป แต่โรคนี้(ไข้หวัดนก)จะแพร่กระจายผ่านทางสัตว์มาสู่คน ก็คือมาจากการกินของสุกๆดิบๆที่ไม่ได้ปรุงสุก แต่ว่าไข้หวัดหมูหรือไข้หวัด2009จะรุนแรงมากกว่าไข้หวัดนกเพราะว่ามันสามารถที่จะผ่านจากคนหนึ่งไปต่ออีกคนหนึ่งได้ง่ายหรือที่เรียกว่า person to person ฉะนั้นก็เลยทำให้เป็นที่ฮือฮาและก็น่ากลัวมาก ซึ่งแนวทางอุบัติการณ์การเกิดไข้หวัดหมูหรือไข้หวัด2009 ก็คือคนที่เป็นแล้วมีโอกาสที่จะเสียชีวิตมีเพียง 0.03 % ซึ่งคนที่จะ เข้าขอบข่ายการเสียชีวิตก็คือ หนึ่งคนที่สูงอายุ ที่มีสุขภาพร่างกายที่อ่อนแอ หรือมีโรคประจำตัว สอง คือเป็นเด็กที่ภูมิต้านทานยังต่ำ แต่ถ้าเป็นพวกเราที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่กินเหล้าบ่อย ไม่สูบบุหรี่ ก็คือการที่มีร่างกายแข็งแรงมากพอ โอกาสที่จะเสียชีวิตมีน้อยอยู่แล้ว และถ้าเกิดว่าเรารู้ตัวว่าเป็นหวัด เราก็ต้องดูแลตัวเอง อย่างช่วงวันแรกก็กินแค่พาราเซลตามอลธรรมดาเพราะว่าพาราเซลตามอลสามารถลดไข้ได้ แต่ถ้ากินพาราเซลตามอลไป 1 วันแล้ว รู้สึกว่าไข้ไม่ลด ไข้ยังสูงอยู่อย่างต่อเนื่อง อันนี้ก็ต้องรีบไปโรงพยาบาล ตอนแรกก็ให้เขาคัดกรองก่อนแล้วก็ดูเชื้อว่าเป็นหรือไม่เป็น เพราะถ้าเป็นก็จะถูกรักษาด้วย Tramiflu concept การรักษาก็จะประมาณนี้ แต่ตอนนี้ที่เขานิยมกันก็คือการป้องกันตัวเองด้วยการใส่หน้ากากอนามัย และก็ล้างมือให้สะอาด แต่การใส่หน้ากากอนามัยจริงๆ แล้วโดยส่วนตัวบู๋เชื่อว่ามันแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะหน้ากากอนามัยที่ใส่เข้าไปอนุภาคที่ผ่านอย่างตัวเชื้อโรคหรือไข้หวัดอื่นๆที่มีขนาดอนุภาคเล็กกว่ารูพรุนของเยื่อกระดาษของหน้ากากอนามัยมันก็ยังคงสามารถที่จะผ่านได้อยู่ เพราะว่ามันขึ้นอยู่กับขนาดอนุภาคที่มันจะผ่านเข้าไปได้ ก็เป็นการช่วยได้ระดับหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เป็นเพียงแค่การป้องกันในเบื้องต้น