Archive

Posts Tagged ‘thai’

Iphone App Update

April 19th, 2011 No comments

The first version of the app is just about ready to go the store.  Thanks to the testers for their suggestions!

If anyone would like to be notified when it is officially released please sign up here.

Categories: Uncategorized

Nana (movie) – Transcript

October 30th, 2009 3 comments


นานะเป็นการ์ตูน เอ้ย!ไม่ใช่การ์ตูน เป็นหนัง น่าจะเป็นหนังญี่ปุ่น(อ้าวเหรอ) เออ!เพราะว่าเพลงที่ขึ้นเป็นเพลงญี่ปุ่น ชื่อ? แน้!รู้เพลงญี่ปุ่นด้วย 55++ เสร็จแล้ว เป็นเรื่องราวของเด็กผู้หญิง 2 คน ที่มีชื่อเหมือนกัน คนหนึ่ง (อ่า…ก็เคยดูเหมือนกันนะ) เออ!คนหนึ่งนะจะมีความฝันจะเป็นนักดนตรี (รู้ล่ะ) ที่มีชื่อเสียง(อือฮือ!) แต่อีกคนมีความฝันอยากจะเป็นคนที่ถูกรัก โดยที่แบบ คือ….เพ้อเจ้อหน่อยๆนะเรื่องของความรัก สองคนนี้พอดีได้ไปโตเกียว ไปเที่ยวรถ รถไฟคันเดียวกัน ขบวนเดียวกัน ก็ไปเจอกันบนรถไฟ แล้วก็บังเอิญอีกครั้งหนึ่ง ไปแชร์ห้องแล้วก็ได้อยู่ห้องเดียวกัน ก็เลยได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน นานะคนแรกก็คือนานะที่มีความฝันเป็นนักดนตรีเนี่ยเค้าจะเป็นคนที่อาร์ทๆนะแต่งตัวตีสท์นะ แล้วก็ชอบใส่ชุดสีดำอะไรอย่างเงี่ย แล้วก็เป็นแนวเซอร์ๆหน่อย ไม่ค่อยอะไรกับใคร มีโรคส่วนตัวสูง แต่อีกคนหนึ่งเป็นแนวแบบอ่า….ช่างเพ้อฝันนะค่ะ คิคุอะโนเน๊ะ น่ารัก ต้องอยู่กับคนรัก คนรักต้อง.. แล้วสุดท้ายคนรักเค้าก็นอกใจเพราะว่าไปอยู่กับผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่มีความ เค้าเรียกว่า ความใกล้ชิด เลยทำให้คนนั้นเปลี่ยน(ไป) เค้าก็เลยเสียใจ แล้วก็อยู่ด้วยกัน แล้ววันหนึ่งก็แฟน(เก่า)ของคน คนนั้นนะที่เป็นนักดนตรีนะค่ะ เค้าก็เป็น ตอนนี้คือ เค้าเรียกว่าอะไร? เป็นแบนด์แล้วนะ เป็นวงดนตรีที่มีชื่อเสียง เค้าก็ไปดูกัน แล้วก็สุดท้ายแล้ว นานะคนที่เป็นนักดนตรีเนี่ย ก็สมหวังก็คือผู้ชายคนนี้ก็กลับมารักแล้วก็สมหวังกัน  กับอีกคนที่เพ้อฝัน เค้าบอกว่าไม่เป็นไร เค้าแค่เห็นเพื่อนเค้ามีความสุขก็ดีใจแล้ว เค้าก็ยังมีความใฝ่ฝันที่จะตามหาคนคนนั้นที่จะรักเค้าคนเดียวต่อไป ก็จบ (จบ)

Categories: Intermediate, Reading, Video

How tall….? – Transcript-

September 18th, 2009 No comments

เค้าสูงไหม  สูง

สูงแค่ไหน  น่าจะประมาณ 170 -180

เหรอ   อือฮือ

เออ!วันนี้ร้อนไหม  ร้อน

ร้อนแค่ไหน  ร้อนมากกกกกกก(555++)

จูเรียโรเบิร์ตสวยไหม สวย

สวยแค่ไหน  สวยมาก

กาแฟที่ร้านนี้แพงไหม ก็แพงนะ

แพงแค่ไหน  ก็ไม่เท่าไหร่ พอจ่ายได้ แต่ก็นิดหนึ่ง….แต่ก็ถูกกว่าพวกสตาร์บัค

โอ.เค.วันนี้ยุ่งไหม  ยุ่ง

ยุ่งแค่ไหน  Oho..แถบไม่มีเวลาหายใจ

แล้วเมื่อวานไปเล่นบาสมาเหรอ Yes ใช่แล้ว

สนุกไหม   สนุก

แล้วสนุกแค่ไหน  สนุกมากแต่ก็เหนื่อยสุดๆเหมือนกัน

Its Not Hard to Get Smart Vid – Transcript /w Breakdown

August 22nd, 2009 2 comments

ไม่ยากถ้าอยากฉลาด

ก็เมื่อกี้  ตอนที่รอ ก่อนจะไปดูหนัง ก็ไปแวะที่ B2S มันจะมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ชื่อเรื่องว่าไม่ยากถ้าอยากฉลาด มันก็จะเป็นแนวออกแบบ(นึก) เปิดอ่านดูมันก็จะเป็นการ์ตูน เป็นเรื่องเล่า แต่มันจะมีหัวข้อ หัวข้อ คือประมาณว่า ถ้าอยากฉลาดจะต้องทำอย่างไรบ้าง มันก็จะมีแยกออกเป็น 3 บท อ่า บทแรกมันก็จะเป็น การฝึกความคิดให้โดดเด่น ก็เรียกหัวข้อว่า การคิดต่างจากคนอื่น มุ่งมั่นและพยายามให้ถึงที่สุด แสดงความคิดด้วยความมั่นใจ แล้วก็ให้ความคิดอ่า……นอกกรอบนะกับความคิดในกรอบ ก็คือให้คิดนอกกรอบมากขึ้นเงี่ย ก็จะทำให้ความคิดเราโดดเด่นขึ้น บทที่ 2 ก็จะเป็นการเสริมสร้างความคิดและจินตนาการโดยการ อันแรกก็คือ การออกกำลังกายตอนเช้าจะช่วยทำให้สมองเรานะพัฒนาขึ้น การจุดประกายความคิดด้วยการเป็นคนช่างสังเกต แล้วก็ความคิดมันจะเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม ถ้าเกิดเราเปลี่ยนสภาพแวดล้อมจะทำให้ความคิดเราริเริ่มใหม่ๆขึ้นมาได้ แล้วก็จด การเขียนโน้ตเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราจำได้ดีขึ้น แล้วก็อย่าคิดเองสรุปเอง ต้องหาเหตุผลมาประกอบเพื่อจะให้ความคิดนั้นเป็นความคิดที่ถูกต้อง แล้วก็ฝึกใช้สมองซีกขวาให้มากขึ้น ก็คือสมองซีกขวาก็จะพูดถึงเรื่องศิลปะ ดนตรี แล้วก็กีฬา เพราะคนเราปกติจะถนัดมือขวา มือขวา การถนัดมือขวาคือการใช้สมองซีกซ้าย มันจะสลับกัน ฉะนั้นคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ใช้สมองซีกขวาเพราะว่าไม่ค่อยมีใครถนัดมือซ้าย ฉะนั้นต้องใช้ให้มากขึ้น เพื่อจะให้สมองนะมัน balance กัน แล้วก็จะฉลาดขึ้น อืม! แล้วก็ฝึก อ่า…..รับฟังความคิดเห็นจากเพื่อนบ้าง ฝึกตัดสินใจแล้วก็ฝึกทำอะไรด้วยตัวเองบ่อยๆ แล้วก็เปลี่ยนแปลงความคิดให้เป็นตัวอักษรก็คือบางครั้งการที่เรา แบบไม่ ไม่เขียนออกมา เราก็ไม่รู้ว่าเราคิดอะไร ฉะนั้นให้เขียนออกมา ความคิดนี้มัน มันอาจจะมีเหตุผลบ้าง ไม่มีเหตุผลบ้าง ก็เขียนๆออกมา แล้วค่อยมากลั่นกรองว่าอันไหนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ดี แล้วก็มันจะทำ การคิดนะได้ประสบความสำเร็จมากขึ้น แล้วข้อสุดท้ายก็คือการเปลี่ยนความคิดให้เป็น ให้ฝันเป็นจริงได้ ก็คือ คิดให้เป็นสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น แล้วก็สร้างนิสัยการเป็นผู้นำให้มากขึ้น แล้วก็สมอง ถ้ายิ่งใช้มากก็ยิ่งฉลาด แล้วก็มองโลกด้วยมุมมองใหม่ๆ ก็จะทำให้เราสามารถค้นหาความสามารถพิเศษของตัวเราได้ ก็จะทำให้เราฉลาดขึ้น แค่นี้แหละ อืม…(ชื่อ) ชื่อหนังสือว่า ไม่ยากถ้าอยากฉลาด เล่มละ 198 บาท (ไม่ยากถ้าอยากฉลาด) ใช่ (ซื้อยัง) จะซื้อแล้วเมื่อกี้ ไม่ได้กดตังค์ไปเลยแบบแป๊ะๆไว้ก่อน (เดี่ยวก็ซื้อ 2 เล่มเลย Brett อยากอ่าน,หัวเราะ,เออ! จบ) จบ

_____________________________________________
Breakdown

ก็เมื่อกี้ 
ตอนที่รอ while I was waiting

ก่อนจะไปดูหนัง to go see a movie

ก็ไปแวะที่ B2S I stopped in at BTS (bookstore)

มันจะมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง There was this book..

ชื่อเรื่องว่า called

ไม่ยากถ้าอยากฉลาด It’s not hard to get smart.

มันก็จะเป็นแนวออกแบบ the layout/setup is like

(นึก) (thinking)

เปิดอ่านดูมันก็จะเป็นการ์ตูน like a cartoon

เป็นเรื่องเล่า and it’s a story

แต่มันจะมีหัวข้อ but it has these headings

หัวข้อ คือประมาณว่า headings that are kinda like

ถ้าอยากฉลาดจะต้องทำอย่างไรบ้าง If ya wanna be smart ..what do you need to do..

มันก็จะมีแยกออกเป็น 3 บท It’s split up into 3 parts

อ่า บทแรกมันก็จะเป็น Uh..and the first one is…

การฝึกความคิดให้โดดเด่น train your thoughts/ideas to (achieve) excellence

ก็เรียกหัวข้อว่า and it was called

การคิดต่างจากคนอื่น thinking differently than others

มุ่งมั่นและ absorbing and

พยายามให้ถึงที่สุด trying for the best

แสดงความคิดด้วยความมั่นใจ express your ideas with confidence

แล้วก็ให้ความคิดอ่า……

นอกกรอบนะกับความคิดในกรอบ

ก็คือให้คิดนอกกรอบ to enable you to think outside the box

มากขึ้นเงี่ย more

ก็จะทำให้ความคิดเราโดดเด่นขึ้น

บทที่ 2 ก็จะเป็นการเสริมสร้างความคิดและจินตนาการโดยการ อันแรกก็คือ การออกกำลังกายตอนเช้าจะช่วยทำให้สมองเรานะพัฒนาขึ้น การจุดประกายความคิดด้วยการเป็นคนช่างสังเกต แล้วก็ความคิดมันจะเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม ถ้าเกิดเราเปลี่ยนสภาพแวดล้อมจะทำให้ความคิดเราริเริ่มใหม่ๆขึ้นมาได้ แล้วก็จด การเขียนโน้ตเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราจำได้ดีขึ้น

แล้วก็อย่าคิดเองสรุปเอง

ต้องหาเหตุผลมาประกอบเพื่อจะให้ความคิดนั้นเป็นความคิดที่ถูกต้อง

แล้วก็ฝึกใช้สมองซีกขวา to train the right side of your brain

ให้มากขึ้น to improve it

ก็คือสมองซีกขวา the right side of the brain

ก็จะพูดถึงเรื่อง

ศิลปะ art

ดนตรี music

แล้วก็กีฬา and sports

เพราะคนเราปกติจะถนัดมือขวา because most of us are right-handed

มือขวา the right hand

การถนัดมือขวาคือการใช้สมองซีกซ้าย right-handedness uses the left side of the brain

มันจะสลับกัน they are oppposites

ฉะนั้นคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ใช้สมองซีกขวา most people don’t really use the right side of their brains..

เพราะว่า because

ไม่ค่อยมีใครถนัดมือซ้าย there aren’t that many left-handed people

ฉะนั้นต้องใช้ให้มากขึ้น so you need to use it (right brain) more

เพื่อจะให้สมองนะมัน balance กัน to give your brain more balance

แล้วก็จะฉลาดขึ้น อืม! and then you’ll be smarter. Yup.

แล้วก็ฝึก อ่า…..รับฟังความคิดเห็นจากเพื่อนบ้าง

ฝึกตัดสินใจแล้วก็ฝึกทำอะไรด้วยตัวเองบ่อยๆ

แล้วก็เปลี่ยนแปลงความคิดให้เป็นตัวอักษร

ก็คือบางครั้งการที่เรา

แบบไม่ ไม่เขียนออกมา

เราก็ไม่รู้ว่าเราคิดอะไร

ฉะนั้นให้เขียนออกมา ความคิดนี้มัน มันอาจจะมีเหตุผลบ้าง ไม่มีเหตุผลบ้าง ก็เขียนๆออกมา แล้วค่อยมากลั่นกรองว่าอันไหนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ดี

แล้วก็มันจะทำ

การคิดนะได้ประสบความสำเร็จมากขึ้น

แล้วข้อสุดท้าย and the last section

ก็คือการเปลี่ยนความคิดให้เป็น to change your ideas

ให้ฝันเป็นจริงได้ and dreams a reality

ก็คือ คิดให้เป็นสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น แล้วก็สร้างนิสัยการเป็นผู้นำให้มากขึ้น แล้วก็สมอง ถ้ายิ่งใช้มากก็ยิ่งฉลาด

แล้วก็มองโลกด้วยมุมมองใหม่ๆ

ก็จะทำให้เราสามารถค้นหาความสามารถพิเศษของตัวเราได้
ก็จะทำให้เราฉลาดขึ้น and it makes us smarter

แค่นี้แหละ อืม…that’s it

ชื่อหนังสือว่า the name of the book is

ไม่ยากถ้าอยากฉลาด It’s not hard to get smart/clever

เล่มละ 198 บาท it costs 198 baht

(ไม่ยากถ้าอยากฉลาด) ใช่ (ซื้อยัง)

จะซื้อแล้วเมื่อกี้

ไม่ได้กดตังค์ไปเลยแบบแป๊ะๆไว้ก่อน

(เดี่ยวก็ซื้อ 2 เล่มเลย Brett อยากอ่าน,หัวเราะ,เออ! จบ)
I’ll pick up a second one cause you will wanna read it haha. Finished.

จบ We’re done.

Categories: Intermediate, Reading, Video

Today (Boo) – Transcript

August 20th, 2009 2 comments

(อ่า ! วันนี้ วันนี้ไปทำอะไรมา) ก็ตื่นสายเพราะเมื่อคืนไปกินเบียร์มา(ที่ไหน) กินตรงเนี่ย เดหลีนี่ ไปกินกับพี่ กินเยอะไปหน่อย(หัวเราะ) ก็ตื่นตั้งแต่ ตื่นตั้งแต่(อืม..กี่โปรล่ะ) 2 (2 โปร) แต่บู๋กินไม่หมดหรอก มีใครบางคนกินเยอะกว่า(หัวเราะ)แถวๆนี้นะ ไม่ก็มันตื่น แบบปกติถ้ากินเยอะแล้วมันจะร้อน แล้วมันจะตื่นเองนะ ก็วันนี้ตื่นมาตีห้า ตื่นตีห้าเสร็จแล้วปุ๊บก็ร้อน อยู่ไม่ได้ก็ไปเปิดแอร์แล้วนอนต่อ แล้วก็ตื่นมาอีกทีเก้าโมงกว่า เพราะว่าจริงๆแล้วมีเรียนสิบโมง ก็เลยทำให้ late (เรียนอะไรล่ะ 10 โมง) เรียน…ภาษาอังกฤษ ก็เลย late นิดหนึ่ง ติ๊กไปเคาะประตู แล้วบอกรอแป๊บหนึ่ง(หัวเราะ) เพราะว่าบู๋ไม่ทัน ติ๊กก็เลยต้องรอ แล้วเสร็จแล้วก็ไปเรียนภาษาอังกฤษประมาณชั่วโมงครึ่ง ก็เสร็จประมาณสิบเอ็ดโมงครึ่ง หลังจากนั้นก็ไปซื้อข้าว แล้วก็ไปส่งข้าว(หัวเราะ) เสร็จแล้วน้าก็โทรมาบอกว่าอยู่ที่ MK ให้ตามไปแล้วก็ไปกินข้าวกับน้าก็เลยช้าไง(อ้าว! ซื้อข้าวมาแล้วไปกินข้าว) ซื้อข้าวมาให้คนอื่น(ไม่ได้ซื้ออะไรให้ตัวเอง) ไม่ได้ซื้อให้ตัวเอง ก็เอาก้านเห็ดมาให้ติ๊ก แล้วก็ แล้วก็(เออๆๆก้านเห็ดคืออะไรก็คนที่ฟังเค้าไม่รู้)ก้านเห็ดก็คืออาหารเจอย่างหนึ่ง อร่อย อร่อยมากเลย แนะนำก้านเห็ดอยู่หน้าคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชื่อร้านมังสาวิรัต เยี่ยม! อร่อยมาก อืม.. แล้วเสร็จแล้วก็ไปกับน้าไปกินMKแล้วไม่กล้าเร่งน้าไงก็เลยช้า late (แล้ว MK คืออะไร) คือสุกี้ยากี้ คือมันเป็นร้านอาหารที่เป็นแบบสุกี้ง่ะ หม้อต้มเค้าน่าจะรู้จักมั้ง อืม (เออ!ไม่เคยมาจะรู้จักได้ไงหน้อ) เออ!หน้อ มีหม้อต้มแล้วก็เอาใส่ๆๆสรรพสิ่งอย่างลงไปเงี่ย หมู เนื้อ ไก่ ปลาหมึกลงไปก็กิน แล้วกินกับน้าเสร็จประมาณชั่วโมงหนึ่งแล้วก็เสร็จประมาณบ่ายโมงอย่างเงี่ย แล้วก็ไปดูรอบหนัง ไปดูเรื่องจีจ๊า แล้วหนังนะมีรอบเที่ยงครึ่งกับบ่ายโมงสี่สิบห้าก็เลยจำเป็นต้องดูบ่ายโมงสี่สิบห้าเพราะรอบเที่ยงครึ่งไม่ทันแล้วเงี่ยืเสร็จก็เกือบสี่โมงเมื่อกี้ก็รีบมาเนี่ยแหละเพราะว่ามัน late ไง ก็ต้องขอโทษด้วย(late กี่นาที) late ประมาณ 20 นาที(อืม) อืม..ก็มัน late มาตั้งแต่แรกแล้วไงก็เกรงใจน้าน้าเค้าอุตส่าห์มา เค้าก็บอกให้ไปกินด้วยกัน อย่างไง(ก็ไม่เป็นไร คราวหน้าก็โทรมาบอกก่อนเดี๋ยวน่าจะ late หรือป่าวจะ late สักกี่นาทีหรือครึ่งชั่วโมง) เมื่อกี้ส่งmessage มาบอกแล้วไง (ส่ง message wait a minute) 555+++ก็คิดว่ามันจะจบแล้วไง ก็จริงๆมันต้องจบแบบต้องจบบ่ายสามโมงครึ่งไง(ตามกำหนดการที่ควรจะเป็น คิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกมา) แล้วมันก็ late ไปสิบห้านาที(ก็แล้วทำไมไม่บอกก่อน……….)

Categories: Video

ติดเกาะ – Transcript

August 19th, 2009 No comments

แปลเป็นไทยก็คือการเอาชีวิตรอดบนเกาะร้าง อันดับแรกถ้าเกิดว่าสมมติว่าเราไปติดเกาะสิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือมีสติเพราะการมีสติจะทำให้เราสามารถคิดอะไรได้ทุกๆอย่าง อาจจะค้นหา GPS หรือเครื่องมืออะไรก็ตามที่สามารถสื่อสารได้กับมนุษย์โลก แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่อย่างไรเราก็ต้องมีสติ เพราะถ้าเราขาดสติหรือสติหลุดไปแล้ว โอกาสที่จะมีชีวิตรอดก็หมดไป มันก็สิ้นๆไปเลย อันดับที่สองก็คือถ้าเกิดสมมติว่าเราไปติดเกาะหลายๆคน ไม่ใช่เราคนเดียวก็ควรจะเลือกหัวหน้ากลุ่ม การเลือกหัวหน้ากลุ่มไม่ใช่เลือกเพื่อที่จะให้เค้ามาตัดสินใจทำอะไร แต่เลือกเพื่อที่จะสมมติว่าเราคิดไอเดียอะไรออกมาให้เค้าเป็นคนฟันธงว่าควรจะทำอะไรอย่างไงมากกว่า อืม….แล้วอันที่สามก็คือหาน้ำจืด เพราะว่าแหล่งอาหารที่ดีก็คือ..จริงๆแล้วคนบางคนจะคิดว่าการขาดอาหารจะทำให้เราตาย(เพียงอย่างเดียว) แต่จริงๆแล้วถ้าจากการสำรวจหรือความรู้ที่บู๋เคยรู้ก็คือการขาดน้ำนะแค่ 3 วันก็ตายแต่ขาดอาหารนะเป็น 10 วันเลยกว่าจะตาย ฉะนั้น น้ำสำคัญกว่าอาหาร สิ่งแรกที่ต้องหาคือน้ำจืด แล้วทำไมต้องเป็นน้ำจืดกินน้ำทะเลไม่ได้เหรอ กินน้ำทะเลไม่ดีเพราะว่าน้ำทะเลมันมีเกลือ มันมีความเค็ม การกินน้ำเกลือ น้ำทะเลจะทำให้ดูด อ่า! ร่างกายเราจะสูญเสียแร่ธาตุมากขึ้นก็จะทำให้เพลีย ยิ่ง ยิ่งแย่ลงไปกว่าเดิม แล้วบางคนที่ไม่มีน้ำกิน กินฉี่ กินฉี่ก็เหมือนกับการกินน้ำทะเลนั้นแหละก็ทำให้ร่างกายเราแย่ ฉะนั้นต้องหาแหล่งน้ำจืด อันที่สี่ก็คือ หาถ้ำไว้สำหรับนอนพักพิงเพราะว่าการอยู่ในถ้ำก็จะทำให้เรามีที่พักที่ปลอดภัย อันที่ห้าก็คือจุดไฟเพราะการที่มีไฟจะทำให้เราหุงหาอาหารได้ แล้วนอกจากนั้นก็คือป้องกันพวกสัตว์ แมลง อะไรพวกนี้ได้ แล้วก็เป็นจุดเด่น จุดสนใจที่เวลาที่ถ้าเกิดคนผ่านไปผ่านมมาเค้าก็จะได้เห็นด้วย แล้วก็การจุดไฟง่ายๆ ถ้าเกิดมีไฟแช๊คก็โชคดี แต่ถ้าเราไม่มีก็คือแนะนำให้เอาพวกไม้ไผ่หรือว่าหินนะ เคาะ เคาะให้เกิดประกายไฟ แล้วถ้าเกิดประกายไฟปุ๊บ! มันจะเป็นความคิดสมัยโบราณเน้อะ! เอาพวกใบไม้แห้งๆอย่างเงี่ยมารีบถมๆๆแล้วก็เป่าๆๆด้วยลมแรงๆไฟมันก็จะติดได้เอง หุงหาอาหาร(ได้) อันนี้เคยทำตอนเด็กๆ ตอนออกค่ายลูกเสือยุวะแต่ไม่เคยติดเลย หึหึ(หัวเราะ) อันที่หกก็คือหามีดสักเล่มหนึ่งเพราะมีดสามารถเป็นอาวุธ สามารถหาอาหารได้ แล้วถ้าเกิดว่าไม่มีก็แนะนำให้ อ่า! ทุบหินหรือว่าทุบอะไรให้มันเป็นแหลมๆ ให้มันมีลักษณะเหมือนมีดเงี่ย จะได้หาได้ แล้วอันที่เจ็ดก็คือต้มน้ำกินเพราะถ้าเกิดว่าเรากินน้ำเปล่าตามแหล่งทั่วๆไปเนี่ยมันอาจจะมีเชื้อโรค ทำให้เราท้องเสียได้ ยิ่งทำให้เราแย่ ทำให้เราไม่สบาย เสร็จแล้วการต้มน้ำก็เป็นการฆ่าเชื้อได้อย่างหนึ่ง ฆ่าพวกจุลินทรีย์หรือว่าเชื้อที่มันสามารถตายได้ด้วยความร้อนก็จะทำให้เราดื่มน้ำที่สะอาด แล้วก็ข้อที่แปดก็คือหาอาหารเพื่อที่จะประทังชีวิต ข้อที่เก้าก็คือทำสัญลักษณ์อย่างเช่นก่อกองไฟหรือว่ากองหินหรือว่าอะไรก็ตาม นกหวีดเป่าให้คนที่แบบผ่านไปผ่านมาเพื่อที่เค้าจะได้รู้ว่ามีคนอยู่ตรงนี้ เค้าจะได้ให้ ให้ความช่วยเหลือกับเราได้ แล้วสิ่งต่อมาก็คือไม่เครียดเพราะการเครียดจะทำให้ชีวิตเรายิ่งแย่ ฉะนั้นการรอคอยความช่วยเหลือก็คือให้หาอะไรทำไปเพลินๆ เล่นเกมส์ เล่นหมากรุก เล่นอะไรอย่างเงี่ย ถ้ามีเพื่อนก็ชวนเล่นซ่อนแอบ เล่นอะไรไปก็จะได้ไม่เครียด แล้วสิ่งสุดท้ายก็คืออย่ายอมแพ้เพราะการยอมแพ้ก็คือจบสิ้นทุกอย่าง เพราะถ้าคนเราไม่คิดที่จะลุกสู้มันก็จะไม่ประสบความสำเร็จ จบ

Categories: Intermediate, Reading, Video

The Unknown Girl – Transcript

August 19th, 2009 No comments

The transcripts just keep coming in.   Expect more over the next week or so.

ก็เป็น สถานการณ์หนึ่งที่ผู้ชายชื่อ ปีเตอร์กับจอห์นนเพื่อนเค้า ปีเตอร์เนี่ย วันหนึ่งไปงานปาร์ตี้ แล้วก็ไปรู้จักกับ ไม่ใช่ ไม่ได้รู้จักดิ ไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งในสายตาเค้าหรือในความคิดเห็นของเค้า เค้าบอกว่า ผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่สวยที่สุดในโลก แต่เค้านะเขิน เค้าไม่กล้าอย่างเงี่ย แล้วจอห์นก็เลยถามเค้าว่า เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้น เห็นเค้าสลด upset เงี่ย อืม! ก็เห็นหน้าเค้าสลด จอห์นก็เลย เอ้ย! (พูดชื่อตัวละครผิด) ปีเตอร์ก็เลยบอกว่า เนี่ยไปเจอผู้หยิงคนหนึ่งสวยมากเลย สวยที่สุดในโลก อะไรอย่างเงี่ย แล้ว แล้วจอห์นก็บอกว่า จริงเหรอ แล้วชื่อเค้าชื่ออะไรล่ะ ปีเตอร์ก็บอกว่า ไม่แน่ใจเหมือนกัน เค้าก็ต้องการจะรู้เหมือนกัน คือเค้ายังไม่รู้ จริงๆแล้วเค้ายังไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ เค้าไม่กล้า ปีเตอร์ก็ถาม อ้าว! แล้วทำไมล่ะ เค้าบอกว่าเค้ารู้สึกอาย เขินอายที่ต้องไปถามที่ต้องอะไรแบบนี้ แต่เพื่อนเค้าก็เลยบอกให้ลองดู เค้าก็เลยบอกว่า เออ! ถ้าอย่างงั้นเดี๋ยวจบเพลง เดี๋ยวเค้านะเค้าจะไปถาม แล้วพอจบเพลงเค้าเลยเดินเข้าไปบอกผู้หญิงว่าเออ! ขอบคุณสำหรับการเต้นรำ อะไรอย่างเงี่ย ผู้หญิงก็เลยบอกว่าไม่เป็นไร อะไรอย่างเงี่ย แต่ว่าเค้าต้องไปแล้ว ผู้ชายคนนี้ก็เลยบอกว่า เออ! ถ้าอย่างงั้นเค้าโทรไปหาได้ไหมพรุ่งนี้ ผู้หญิงก็เลยบอกว่าก้ได้ถ้าคุณต้องการ อ้าว!แล้วเบอร์ เบอร์คุณยังไม่ได้ให้ ไม่ได้ให้เบอร์เลย อะไรอย่างเงี่ย แล้วเค้า แล้วเค้าจะโทรไปได้ยังไง อะไรอย่างงี้ ผู้หญิงก็เลยบอกว่าก็ให้ไปเปิดที่เค้าเรียกว่า(นึก) ถ้าคนไทยก็สมุดเหลืองง่ะ สมุดโทรศัพท์ โอโฮ้! แล้วเค้าจะเปิดได้อย่างไงเค้ายังไม่รู้จักชื่อเลย ผู้หญิงคนนี้ก็บอก ก็ไปหาชื่อในสมุดเหลืองนั้นเหมือนกัน อะไรอย่างเงี่ย แล้วผู้หญิงก็บอก Good bye

Categories: Intermediate, Reading, Video

Videos from August 15th

August 15th, 2009 No comments

A bunch more vids from today.  I’m trying to get a few of the older ones transcribed.  More on that soon.

The rest can be found on my youtube channel.

Categories: Video

Dune + Reading Skillz

August 14th, 2009 1 comment

So in a recent post I posted a brief excerpt from a book I’m reading at the moment.  I was hoping somebody had read the book or seen the movie and remembered one of the more famous lines, but perhaps not.

Getting the book was a bit of a hassle.  Not for me, but for my student, Boo, who is often roped into being my speaker for the Language Space vids.  You can hear about some of the adventure in this vid.  As it turns out, there were only 2 sets (sold as a trilogy) left in Thailand.  Now there is only 1.

Anyways, I often look through the wikis of stuff that I like or used to like so I thought I’d break down the really short wiki on Dune in Thai because there is some great SRS stuff inside if you ever end up digging into this kind of stuff.

Remember, it is only hard because you have no experience doing it.  You can study for 10 years and it will still be hard.  The only way it will get easier is if you actually start doing it.  I’m not just referring to language here.  You only suck at something because you haven’t put in enough time yet.   Don’t let the nonsense that comes out of other people’s mouths affect how you think about yourself and what you are (in)capable of.  Everything gets easier with practice.  Don’t wait for the right time or the right setup.  Just get started now.  Figure out how to make it better along the way.  Just do something and stop whining.   You certainly can’t get worse by doing it.

I expect it to take me at least a year to finish the Dune trilogy in Thai.  Thai is pretty low-priority for me these days, but I keep plugging away to keep the new words coming in.  I’ll sit down 2-4 times a week and set a min time limit.  Usually 15 minutes.  Then I just read.  There are always words I don’t know, but I know whats going on in the story.  It tends to be the more artsy descriptive language that I end up guessing with.  I allow myself to write down 1-2 words/page that I may want to look up later, but only if a word really jumps out at me.    After 15 min is up, if I feel bored, tired or whatever I stop then and move on to something else.  If I am into what is going on in the story and want to keep going, I give myself another 15 min.  Its rare that I get past 30 min in one sitting.  The Thai version is nearly 700 pages and I think I’m in the 70s at the moment.   The thing that keeps me going is that I want to read the story and my Thai reading ability is passable enough that I can do this.  But I also know that by the time I am halfway through the book, I will be used to the style of writing, have a better idea what a lot of those funny descriptive words mean making the whole process worth it.  It will get easier and more fun.  The first book will take the longest for sure.

http://th.wikipedia.org/wiki/ดูน_(นวนิยาย)

ดูน (อังกฤษDune) เป็นนิยายวิทยาศาสตร์โดยแฟรงค์ เฮอร์เบิร์ต ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1965 จำหน่ายได้มากกว่า 12 ล้านเล่มทั่วโลก [1] ได้รับรางวัลเนบิวลาประจำปี ค.ศ. 1965

ดูนมีเนื้อหาเกี่ยวกับโลกอนาคต กล่าวถึงการดำรงอยู่ของมนุษย์ วิวัฒนาการ สังคมวิทยา นิเวศน์วิทยา โดยอ้างอิงถึงเรื่องศาสนา การเมือง และอำนาจ ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสองวรรณกรรมวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดในโลก เทียบเท่ากับ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ของเจ. อาร์. อาร์. โทลคีน [2] (จากการสำรวจเมื่อปี 1975)

นิยายวิทยาศาสตร์ Sci-Fi

ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1965 – first printed in 1965

จำหน่ายได้มากกว่า 12 ล้านเล่ม sold more than 12 million copies

ทั่วโลก worldwide

ได้รับรางวัลเนบิวลาประจำปี ค.ศ. 1965 –  received the annual Nebula award in 1965

เนื้อหา –  content

เกี่ยวกับ – about; concerning

โลกอนาคต – a future  world

กล่าวถึง – telling of; talking about

การดำรงอยู่ของ – the exsistence of..

มนุษย์ – human

วิวัฒนาการ – evolution

สังคมวิทยา – sociology

นิเวศน์วิทยา – ecology

ศาสนา – religion

การเมือง – politics

อำนาจ – power

ได้รับการยกย่อง – received praise..

หนึ่งในสอง – 1 of 2

วรรณกรรมวิทยาศาสตร์ – sci-fi

ที่ดีที่สุดในโลก – best in the world

เทียบเท่ากับ – compared with

This is not a Diary

June 2nd, 2009 No comments

Excerpt from เด็กไม่เอาถ่าน  

วันอังคาร

ก่อนอื่นฉันขอบอกให้ชัดๆ ไปเลยว่า

นี่เป็นบันทึกประจำวัน   

ไม่ใช่ไดอารี่ ถึงบนหน้าปกมันจะเขียนไว้ว่าอย่างนั้นก็เถอะ

เมื่อตอนที่แม่ออกไปซื้อมันมาน่ะ

ฉันก็ ย้ำนัก ย้ำหนา แล้วว่าอย่าเอาเล่มที่เขียนว่า “ไดอารี่” มา   

คิดดูสิ ถ้าเกิดมีเจ้าโง่ที่ไหนมาเห็นฉันถือสมุดเล่มนี้เดินไปเดินมา

แล้วเข้าใจผิดละก็

แล้วก็อีกอย่างนะ

ต้องบอกให้เคลียร์ๆ กันตรงนี้เลยว่า

นี่เป็นความคิดของแม่ ไม่ใช่ความคิดฉัน   

แล้วถ้าแม่คิดว่าฉันจะเขียน “ความรู้สึก”  ของฉัน

หรืออะไร ทำนองนั้นลงในนี้ละก็ แสดงว่าแม่เพี้ยนไปแล้ว 

เพราะฉะนั้น อย่ามาหวังซะให้ยากว่าฉันจะ เขียนว่า  

“ไดอารี่ที่รัก” อย่างนั้น “ไดอารี่ที่รัก”  อย่างนี้  

เหตุผลเดียวจริงๆ ที่ฉันยอมเขียนก็คือ

ฉันเกิดคิดได้ว่า อีกหน่อยพอฉันรวยและมีชื่อเสียงแล้วนะ

ฉันก็จะได้ไม่ต้องมาคอยตอบคำงี่เง่าทั้งวันไงละ

Reporter A – “เกรกอรี่! ช่วยเล่าเรื่องสมัยเด็กใ้ห้เราฟังหน่อย!”

Reporter B – “วุ้ย คุณนี่ ทั้งหล่อทั้งฉลาดมาตั้งแต่เกิดเลยเหรอค้า”

Greg – “เิอ้านี่บันทึกประจำวันของผมเอาไปอ่านซะ”

สมุดเล่มนี้จะช่วยได้มากเลย ****************************************************************************

วันอังคาร

ก่อนอื่นฉันขอบอกให้ชัดๆ ไปเลยว่า – first off, I want to make it very clear that  

 

นี่เป็นบันทึกประจำวัน - this is a journal 

 

ไม่ใช่ไดอารี่  - not a diary

 

ถึงบนหน้าปกมันจะเขียนไว้ว่า as for the cover saying  

 

อย่างนั้น that (diary)

 

 ก็เถิะ – whatever (I don’t care, it doesn’t matter)

 

เมื่อตอนที่ – When 

 

แม่ออกไปซื้อมันมาน่ะ – my mom went out to go buy it  

 

ฉันก็ ย้ำนัก ย้าหนา แล้วว่า – I told her a million times..

 

อย่าเอาเล่มที่เขียนว่า “ไดอารี่” มา – not to come back with a book that said diary (on the cover)

 

 

คิดดูสิ I mean, think about it..

 

ถ้าเกิด what if

 

มีเจ้าโง่ที่ไหนมาเห็นฉัน some idiot came along and

 

ถือสมุดเล่มนี้เดินไปเดินมา – saw me walking around carrying this book (that says diary on the cover)

 

แล้วเข้าใจผิดละก็ – and misunderstands?

 

แล้วก็อีกอย่างนะ – And another thing..

 

ต้องบอกให้เคลียร์ๆ กันตรงนี้เลยว่า - that needs to be said (made clear, pointed out)

 

นี่เป็นความคิดของแม่ – This was my mother’s idea.

 

 ไม่ใช่ความคิดฉัน – Not mine.

 

 

แล้วถ้าแม่คิดว่า – If my mom thinks that..

 

ฉันจะเขียน “ความรู้สึก”  ของฉัน – I’m going to write about my ‘feelings’..

 

หรืออะไร  ทำนองนั้น – or any other gushing nonsense

 

ลงในนี้ละก็ – in this book, well.. 

 

แสดงว่า – then it shows that

 

แม่เพี้ยนไปแล้ว – my mother has gone mad

 

เพราะฉะนั้น  s

อย่ามาหวังซะ  ให้ยากว่าฉันจะ – don’t get your hopes up/expect to see me 

 เขียนว่า  ”ไดอารี่ที่รัก”  - writing ‘dear diary’ this

อย่างนั้น “ไดอารี่ที่รัก”  อย่างนี้ – or ‘dear diary’ that

 

 

เหตุผลเดียวจริงๆ – And the main reason… 

 

ที่ฉันยอมเขียนก็คือ – I’ve agreed to write this is .. 

 

ฉันเกิดคิดได้ว่า -I realized that 

 

อีกหน่อยพอฉันรวย – before long I will be rich

 

และมีชื่อเสียงแล้วนะ – and famous..

 

ฉันก็จะได้ไม่ต้อง – I won’t have to 

 

มาคอยตอบคำงี่เง่าวันไงละ – wait around answering stupid questions 

 

Reporter A – “เกรกอรี่! ช่วยเล่าเรืองสมัยเด็กใ้ห้เราฟังหน่อย!”

 - Gregory ! Please tell us all about your childhood!

 

Reporter B – “วุ้ย คุณนี่ ทั้งหล่อทั้งฉลาดมาตั้งแต่เกิดเลยเหรอค้า”

-Oooh, have you always been this handsome and clever?

 

Greg – “เิอ้านี่บันทึกประจำวันของผมเอาไปอ่านซะ”

-Here, just go read my journal.

 

สมุดเล่มนี้จะช่วยได้มากเลย – See, this book will be a big help.  

 

 

 

Categories: Books, Intermediate, Reading