Learn Thai Blog Posts, Articles and Free Lessons

Birthday Facial

Here’s a funny high school story in Thai. I recommend trying to read through the parapgraph a couple of times before clicking through to the document with vocab and sentence pattern explanations.

ตอนนั้นกำลังเรียนอยู่มัธยม คือที่โรงเรียนช่วงเช้าๆ ชอบมีบูธมาแจกของขนาดทดลอง พวกขนม ของต่างๆ จำได้แม่นเลยวันนั้นไปซื้อเค้กให้เพื่อนเลยมาโรงเรียนสายเพราะคือถ้ามาสายกว่า 8 โมงจะต้องถูกทำโทษหน้าโรงเรียน วันนั้นก็มีบูธมาเหมือนเดิม พี่ๆเค้าก็รีบแจกของมาให้เยอะแยะเพราะด้วยความที่โรงเรียนจะเข้าแล้ว เราก็รีบเข้าโรงเรียนมากเพราะกลัวโดนทำโทษ นี่ก็รีบหยิบแล้วไปเข้าแถว พอถึงบอกพักเที่ยงเป็นวันเกิดของเพื่อนในกลุ่มพอดี แล้วมีการเล่นเอาเค้กป้ายหน้ากัน ทุกคนก็หน้ามันกันหมด ลืมตากันไม่ได้เพราะครีมเค้กเปื้อนกันทุกคนแต่ไม่มีใครเอาโฟมล้างหน้ามาเลย เราก็นึกได้ว่า เออเมื่อเช้าได้โฟมล้างหน้ามาเยอะ ก็แจกเพื่อนๆ ไปล้างหน้ากัน ทุกคนก็ล้างหน้ากันเสร็จ เพื่อนๆบอกหอมคือเย็นสบายหน้ามาก จากนั้นทุกคนก็หันหลอดนั้นมาสรุปแล้วมันคือยาสีฟัน จังหวะที่ทุกคนรู้ว่ามันคือยาสีฟัน เพื่อนคนนึงวิ่งออกมาแล้วบอกว่า”มึงมันไม่ใช่โฟม มันคือยาสีฟัน!!” ตอนนี้ก็ขำกันหมดเพราะใช้ล้างหน้ากันไปทั้งกลุ่มแล้ว

How to Say YES in Thai

The YES word that you want doesn’t really exist in Thai. The first word you’ll come across is ใช่ (chai), but that’s usually not what you should be using. If you are being asked a question, you generally say YES, by repeating the key word back to the person asking, or you negate that word to say NO, you are not doing that verb.

As is often the case in language learning, asking questions like “How to say YES in Thai?” isn’t the right question. You often can’t just translate a word into another language and expect it to function the same way.

In Thai, you say the equivalent of YES or NO based on the question. Note that we don’t need to use any pronouns at all here. If ใช่ (chai) isn’t in the question, then it’s probably best to not use it in the answer.

Q: ไปไหม (ppai mai) – Are you going? [Go + QUESTION_PARTICLE]

Q: ชอบพิซซ่าไหม (chawp pissa mai) – Do you like pizza?

Now if someone wants to confirm that you like pizza, rather than just ask you, you may hear this:

Q: ชอบกินพิซซ่าใช่มั้ย – (chawp kin pissa chai mai) – (You) like eating pizza right?

The above pattern works in many situations, but when we are talking about states, you are going to hear a different question pattern. Here is one of the most common questions you’ll encounter in Thailand.

Q: กินข้าวรึยัง (kin khaao ru yang?) – have you eaten yet? (lit. eat rice or not yet)

Q: มีแฟนรึยัง (mee fan ru yang?) – Do you have a gf/bf/husband/wife yet?

But, of course, it’s not like there are only 2 question types. Here’s another example where you would never use ใช่ (chai).

Q: พรุ่งนี้อยากไปดูหนังกันมั้ย – (phrung nee yaak ppai duu nang gan mai?) – Do you want to go see a movie tomorrow?

 

Want to Learn to Read Thai?

A really important part of learning Thai is mastering the script and sounds.   It’s very difficult to learn the correct pronunciation using any type of English transliteration.

Try a couple free lessons from my Thai foundation course which teaches everything you need to know about the script, sound system and tone rules of Thai.

Cashless Society

It’s getting a lot easier to go cash-free in Bangkok these days. In this short reader, we get a quick summary of what it’s like paying via an app.

I strongly recommend trying to read through the text below a couple of times before accessing the breakdown in the Google doc. It doesn’t matter if you only know 5 words in the text and have no clue what’s happening. Part of the learning process is looking at real text and figuring out as much (or as little) as you can. You will gradually acquire words as you encounter them more and more. If the text is too small hold down ctrl/cmd and tap the + key until you can read it.

Cashless Society Breakdown

ทุกวันนี้เราใช้เงินสดน้อยลงกว่าเมื่อก่อนมาก
นอกจากจะจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตแล้ว ก็ยังจ่ายผ่านแอพในมือถือได้ง่ายๆ
ร้านขายของตามตลาดนัดหลายร้านก็มี QR Code แปะไว้ ตกลงราคากันเรียบร้อยก็แค่สแกนแล้วกดจ่ายเงิน พอได้ข้อความยืนยันมาแล้วก็โชว์หน้าจอมือถือให้คนขายดูได้เลย
ทุกเช้าเวลาซื้อกาแฟไม่ต้องหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาแล้ว ไม่ต้องพกเงินสดไว้มากด้วย
มีหลายร้านที่มีโปรโมชันให้ส่วนลดหรือได้เงินบางส่วนคืนมาถ้าจ่ายผ่านแอพ ทำให้รู้สึกว่ายิ่งใช้ก็ยิ่งคุ้ม
ในอนาคตอาจจะไม่มีใครใช้เงินสดอีกเลยเพราะแบบนี้สะดวกกว่า

The Future of Shopping

Here’s some more Thai reading practice by a native speaker. IF you are still a newbie at reading, I recommend reading through at least twice and ignoring anything you don’t know and see how much you can figure out. After a couple of passes, go check out the google doc for the vocab and breakdown.

In this short Thai text, the writer tells us a quick story about how she wandered into a clothing store in Bangkok only to find that she can’t actually buy anything.

เมื่อวันก่อนเดินผ่านร้านขายเสื้อผ้าแล้วรู้สึกอยากได้กางเกงยีนส์ตัวใหม่
เดินเข้าไปในร้านได้ไม่นานก็เจอกางเกงตัวที่สวยถูกใจ พอได้ลองแล้วก็ชอบมาก เลยบอกพนักงานว่าจะเอาตัวนี้
พนักงานบอกว่าที่ร้านไม่มีของสำหรับขายเลย มีแต่ของสำหรับให้ลูกค้าลองเท่านั้น ถ้าจะซื้อต้องซื้อผ่านแอพในมือถือ
(อ้าว! อย่างนี้ก็มีด้วยเหรอ?)
โหลดแอพมาแล้วกดสั่งซื้อเสร็จก็เลือกได้ว่าจะให้ส่งไปที่บ้านหรือมารับของที่ร้าน
วันถัดมาได้รับอีเมลแจ้งว่าของมาถึงที่ร้านแล้ว ตอนไปถึงพนักงานบอกว่าจะลองใส่อีกครั้งก็ได้ ถ้าไม่ชอบจะเปลี่ยนใจไม่เอาแล้วก็ได้
พอจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยพนักงานก็ให้โค้ดมาสำหรับใช้เป็นส่วนลดในการซื้อครั้งต่อไป
เดี๋ยวนี้เราช้อปปิ้งได้ง่ายและสนุกขึ้นมากจริงๆ

Funny Story: Hungry

First, try to read through the paragraph a couple of times.  Don’t worry about words you don’t know.  Just focus on figuring out what’s happening based on what you do know.  Guess the rest.  After you’ve gone through it, go into the google doc, check the meanings of the words you didn’t know and then read it 2 more times.

Google Doc Breakdown

เวลาขึ้นรถตู้ถ้าจะลงระหว่างทางต้องบอกคนขับตอนใกล้ถึงจุดที่จะลง คนขับจะได้ชะลอรถและจอดให้

มีอยู่ครั้งนึงนั่งรถตู้แล้วรู้สึกหิวมากก็เลยคิดไปเรื่อยๆว่าเดี๋ยวจะกินอะไรดี

นึกถึงอาหารหลายอย่าง ทั้งข้าวมันไก่ ข้าวเหนียวหมูปิ้ง แล้วก็ส้มตำแซ่บๆกับข้าวเหนียวไก่ย่าง

ในที่สุดก็คิดว่าจะกินก๋วยเตี๋ยวต้มยำ

ตอนนั้นมองออกไปทางหน้าต่างแล้วก็ตกใจมากเพราะใกล้จะเลยจุดที่จะต้องลงแล้วแต่ยังไม่ได้บอกคนขับให้จอด

เลยตะโกนออกไปเสียงดังว่า “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำด้วยค่ะ” แทนที่จะบอกว่า “เซนทรัลลาดพร้าวด้วยค่ะ”

คนหัวเราะกันทั้งรถเลย

Do Farang even Shower?

Here’s another quick Thai reader.  It’s a Thai person’s quick thoughts on showering habits of Thai vs Farang.  Try to read it here first a couple of times without any help.  Skip words you don’t understand and just see if you can work out what’s happening.  After a couple of passes, go to the doc and try again in the gdoc reader: Do Farang even Shower? 

 

มีหลายเรื่องที่ฝรั่งทำแล้วคนไทยรู้สึกแปลกใจ

คนไทยชอบอาบน้ำ ส่วนใหญ่จะอาบน้ำวันละสองครั้งคือตอนเช้าและตอนเย็น ถ้าอากาศร้อนมากๆอาจจะอาบอีกครั้งตอนบ่ายๆด้วย

ถ้าได้ยินว่าฝรั่งอาบน้ำแค่วันละครั้ง หรือหลายๆวันครั้ง จะตกใจมากเพราะไม่เข้าใจว่าทนไม่อาบน้ำนานๆได้ยังไง ทำไมไม่รู้สึกว่าตัวเหม็นและสกปรก

หรือถ้าฝรั่งไปเที่ยวบ้านคนไทยแล้วใส่รองเท้าเดินในบ้าน ก็อาจจะโดนดุเอาได้

ใส่รองเท้าออกไปเดินข้างนอกแล้วเข้ามาเดินในบ้านพื้นจะเลอะ ควรถอดไว้นอกบ้าน

เรื่องที่คนไทยไม่ชินอีกอย่างนึงคือการใช้เท้าชี้หรือเขี่ยสิ่งของ เพราะคิดว่าเท้าเป็นของต่ำจึงไม่สุภาพที่จะใช้แทนมือ

 

Sentence Patterns:

  • มีหลาย _____ – There are a number of/a bunch of  _____
    • มีหนังหลายเรื่องที่อยากดูกำลังจะเข้าโรง – There are a bunch of movies I want to see about to come out.  
  • ทำ (SOMEONE) ให้ รู้สึก SOMETHING
    • แฟนทำให้เราน้อยใจนิดนึงที่ไม่ได้พาไปญี่ปุ่นด้วย – my gf/bf made me feel a bit bummed because he/she didn’t bring me along to Japan.
  • วันละครั้ง – once per day
    • ออกกำลังกายอาทิตย์ละกี่ครั้ง – how many times a week do you exercise?

Internship

In this video, Night tells about her internship.

Internship

B: เออ ! โอเค ไนท์ ขอเล่าให้ฟังหน่อย เอ่อ.. ตอนนี้เราฝึกงานอะไร
N: ฝึกงานที่เครือข่าย เฮด ไอ วี อีท อะค่ะ เป็นกองทุนโลกอ่ะค่ะ เป็นของ เค้าเรียกไอเน็ต เค้าจะเรียก
B: ไอเน็ต คืออะไร ?
N: ไอเน็ต ก็คือ เดี๋ยวนะ ชื่อมันยาวอ่าจำไม่ได้
B: อ่าวหรือ International อะไร อะไร พอ (หัวเราะ)
N: อืม อะไรประมาณนั้นแหละค่ะ และก็ มันจะแบบเหมือนกับเป็นเครือข่ายมี 3 ศาสนา ก็มี พุทธ คริสต์ อิสลาม ไรอย่างเงี๊ย ใน ใน ในที่ ที่ทำนะคะ เค้าจะมีแกนนำเป็นประสานงานกับทั่วประเทศอ่ะค่ะ แต่แบบเนี่ย ตั้งที่เชียงใหม่ที่เดียวนะ แบบที่ศูนย์มันจริงๆ เซสเตอร์จริงๆ อ่ะ ก็นอกนั้นก็เป็นแบบ ถ้าตามต่างจังหวัดก็เป็นแบบวัด เป็นอะไรอย่างเงี๊ย
B: แล้วได้ทุนจากที่ไหนเนี่ย
N: กองทุนโลกอ่ะค่ะ
B: โอเค
N: อืม ก็เพราะว่าเป็นเกี่ยวกับเอดส์ด้วยรึเปล่าไรเงี๊ย แล้วมันเป็นที่แรกที่แบบว่าเป็นศาสนามารวมกัน เพราะว่าที่จริง มุสลิม อิสลาม เค้าจะไม่มารวมกับนี้นะ เค้าจะแบ่งนะ เค้าจะถือนะ แต่แบบ คืออยู่ด้วยกันได้อะไรอย่างเงี๊ย อืมนั่นแหละ ก็มีไปเวิร์กช็อป ก็มีไปคุยกับคนเป็นเอดส์บ้าง แล้วก็แบบ เหมือนกับถามว่าเป็นยังไงบ้าง ก็คือให้เค้าแบบมีคุณค่าอะไรอย่างเงี๊ย เพราะว่าพวกที่เค้าเป็นมีเชื้อนะคะ เค้าจะแบบว่า มีแบบ เค้าเรียกว่า อืม ! ยังไงอ่า แบบรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า มีปมด้อย อยากฆ่าตัวตาย หรือไม่ก็ประชดโดยการที่แบบไปแพร่เชื้ออะไรอย่างเงี๊ยไง เราก็ต้องทำให้เค้าแบบมีคุณค่า แบบ เชลเอสตีม (Self Esteem) อะไรอย่างเงี๊ยอ่าค่ะ แค่นี้แหละค่ะ บ๊าย บาย
B: โอเค แต๊งกิ้ว

The Monkey and the Turtle

Here’s an old dead post I managed to dig up that is useful for Thai reading practice. Don’t try to understand every word. Theres stuff you know and stuff ya don’t. Also, no need to read it in one sitting.

Story taken from http://www.spokenthai.com/talking-books

Translation done by กูเอง

เรื่อง ลิงกับเต่า

ณ ป่าแห่งหนึ่งมีเต่ากับลิงเป็นเพื่อนกัน เต่าเป็นสัตว์ที่มีนิสัยซื่อสัตย์ ส่วนลิงนั้นเป็นสัตว์ที่มีนิสัยขี้โกหก เมื่อเกิดอะไรขึ้น ก็จะช่วยกันเสมอ วันหนึ่งเต่ากำลังเดินเล่นอยู่ก็ไปเจอตะกร้าผลไม้ เต่าจึงนำไปถามหาเจ้าของ หลายชั่วโมงผ่านไปค่างก็มารับตะกร้าผลไม้คืน ค่างก็ชมเต่าว่าเป็นสัตว์ที่มีนิสัยซื่อสัตย์ ลิงเห็นดังนั้นจึงนึกอิจฉาในความดีของเต่า จึงไปขโมยตะกร้าของค่างมาแล้วประกาศหาเจ้าของ ค่างเห็นดังนั้นจึงรู้ว่าลิงขโมยไป จึงพูดว่าลิงขี้ขโมย ลิงก็พูดว่าไม่ได้ขโมยไปแต่เจออยู่ นับจากนั้นมาก็ไม่มีสัตว์ตัวไหนไปเล่นกับลิงอีกเลย ลิงจึงรู้สึกผิดจึงไปพูดกับค่างว่าตนเป็นสัตว์ที่ขโมยไปโปรดอย่าถือสาเลยค่างก็ได้ให้อภัย นับจากนั้นมาก็มีสัตว์ตัวอื่นมาเล่นกับลิง นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การโกหกจะทำให้เกิดทุกข์

ณ ป่า แห่งหนึ่ง – the ณ is a written preposition kinda like ‘at’ and you might translate this like “Once upon a time” even though literally it’d be like ‘at a forest’

เต่าเป็นสัตว์ที่มีนิสัยซื่อสัตย์ – นิสัย remember this? habit, manners,etc …here the turtle is an honest; loyal; all around good guy (animal)

เมื่่อเกิดอะไรขึ้น any time anything happens…

ก็จะช่วยกันเสมอ they always help each other out

วันหนึ่งเต่ากำลังเดินเล่นอยู่ one day, the turtle was out for a stroll

ก็ไปเจอตะกร้าผลไม้ he came upon a basket of fruit

เต่าจึงนำไปถามหาเจ้าของ so the turtle went around trying to find the owner (of the basket)
หลายชั่วโมงผ่านไปค่างก็มารับตะกร้าผลไม้คืน for many hours until a langur (type of monkey) came to take back the basket

ค่างก็ชมเต่าว่าเป็นสัตว์ที่มีนิสัยซื่อสัตย์ the langurm praised the turtle for being such an honorable fellow
ลิงเห็นดังนั้นจึงนึกอิจฉาในความดีของเต่า the monkey saw this and felt jealous of the turtles good fortune (the praise from the langur)

จึงไปขโมยตะกร้าของค่างมาแล้วประกาศหาเจ้าของ so he (the monkey) went and stole the basket (of fruit) from the langur and then announced that he is looking for the owner

ค่างเห็นดังนั้นจึงรู้ว่าลิงขโมยไป however, the langur knew that the monkey stole the basket
จึงพูดว่าลิงขี้ขโมย ลิงก็พูดว่าไม่ได้ขโมยไปแต่เจออยู่ and said ‘you are a rotten thief’ and the monkey said ‘I’m not a thief, I just happened upon this here basket.”

นับจากนั้นมาก็ไม่มีสัตว์ตัวไหนไปเล่นกับลิงอีกเลย following this, nobody would hang out with the monkey anymore

ลิงจึงรู้สึกผิดจึงไปพูดกับค่างว่า The monkey felt pretty terrible about the whole mess and said the to the langur..
ตนเป็นสัตว์ที่ขโมยไปโปรดอย่าถือสาเลยค่างก็ได้ให้อภัย “I am a thief and I have wronged you, please can you forgive me?”

นับจากนั้นมาก็มีสัตว์ตัวอื่นมาเล่นกับลิง after that, all the animals came back to play with the monkey yay (warm feeling)

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การโกหกจะทำให้เกิดทุกข์ this นิทาน (fable, tale) teaches us that stealing causes suffering

Moral of the story – If yer gonna steal fruit, you might as well eat it

ซื่อสัตย์ = be honest ; be faithful
โกหก = lie ; fib ; forge ; tell a lie
เจ้าของ = owner ; proprietor ; proprietress
อิจฉา = envy ; be envious ; be jealous
ขี้ขโมย = thieving bastard
ถือสา = mind ; care about ; take something to heart ; take offence
ให้อภัย = forgive ; excuse ; condone ; pardon
ทำให้เกิด = cause ; produce an effect
ทุกข์ = suffering

5 Practical ways to learn Thai without feeling overwhelmed

For most people, learning a foreign language like Thai is an exciting prospect. Who doesn’t want to travel to an exotic country and be able to chat freely with locals? Who wouldn’t want to discover a new culture and potentially share new experiences that would otherwise be impossible without learning a foreign language? If you ask them, most people like the idea of a acquiring a second language.

But the excitement, wonder, and novelty of the idea can wear off quickly for the few brave souls who actually decide to learn a new language. At first new language learners often feel like they make quick progress. They get a few new words and basic phrases under their belt and they’re floored that their speaking the language.

However after a week or two they start to run into some of the first real hurdles of language acquisition. If you’re learning Thai these are likely to be the language’s tonal system, foreign grammar, or the alphabet and script. Faced with these obstacles many start to see the immense challenge of learning a language and resign themselves from the adventure. In the end they simply feel overwhelmed and quit.

Others might not quit, but they think that the language is too difficult because they don’t have the right course or method. Unfortunately this isn’t usually the case. There are some great Thai learning courses out there. However, at the end of the day courses and methods can’t fully remove the difficulty of learning a language.

In this post we’ll look at five practical tips you can use when the Thai language feels overwhelming. Yes learning Thai is no walk in the park, but if you stick with it you might surprise yourself.

  1. Give yourself a daily but limited study time
  2. Far more important than how long you study, is how often you study. Cramming a week’s worth of study into a massive four hour session will never be as effective as simply spending 15-20 minutes studying each day. Make Thai a part of your daily routine, and don’t be afraid to limit your study time.

    I personally like to set a timer when I study (especially if I’m working on something particularly difficult). Once the timer goes off I stop what I’m doing, even if I’m in the middle of a lesson. This allows me to compartmentalize the difficult parts of the language. Even though I’m working through something extremely difficult I know that once the timer goes off I can drop it.

    This takes a lot of the pressure off. I don’t feel like I HAVE to spend hours grinding over a particular grammar point or pronunciation exercise. I can certainly spend more time in the language if I want, but the timer gives me the freedom to forget about whatever I’m working on until the next day.

  3. Focus on one part of the language at a time
  4. A foreign language will seem intimidating if you look at it all at once. The grammar, the vocabulary, the pronunciation, the skill and practice it takes to correctly use it all…it’s a lot to take hold of. Make the process more manageable by breaking the language down into small bite sized parts (ever heard the saying “how do you eat an elephant”?

    Focus on one grammar point, one group of vocabulary words, or one sentence pattern to practice. Once you’re comfortable with that specific part of Thai, move on to another one. It’s this sort of step by step approach that will keep you from getting too stressed out. It’s all about perspective really.

  5. Add some variety to your learning
  6. There are four aspects of learning Thai (or any language for that matter): reading, writing, speaking, and listening. While you may want to focus on studying a single part of the Thai language, you don’t have to limit yourself to doing so in one particular way. Use the four aspects of the language to bring balance and variety to your study routine.

    I’ll give you an example. Let’s say you’re learning a group of new vocabulary words. For the sake of this example we’ll say you’re learning the basics of how to talk about yourself (job, hobbies, where you live etc). You could spend some time working on your pronunciation with a site like Forvo using those new words. You could use your Thai course or book to practice your reading. Finally you can practice everything with a native Thai speaker, either in person or through a free online language exchange.

  7. Set small goals each week
  8. If your only goal is to be fluent in Thai you’re in for frustration. It certainly can be your ultimate goal, but you should work your way their via a series of smaller trackable steps. Set smaller goals for yourself that can be quickly achieved to build and maintain momentum in your studies. This works great if you’re breaking the language into smaller parts like we recommended in tip number two.

    Each week look at what you plan to study and make a small goal associated with it. Going back to our example from earlier, if you’re learning how to talk about yourself; you could set a goal of having a short conversation (5+ minutes) with a native speaker at the end of the week. This type of goal is challenging but it’s not so challenging that it’s overwhelming.

  9. Focus on speaking good Thai not perfect Thai
  10. If you’re a perfectionist you’re going to struggle with language learning. It’s simply not possible to speak a language perfectly without a lot of trial and error. You can’t just learn from a Thai course or grammar book. You will have to fumble your way through conversations with native speakers.

    When you practice your spoken Thai don’t beat yourself up about mistakes. Mistakes are a necessary part of the learning process. Success in speaking Thai depends both on your ability to correctly pronounce and string together the sounds in a way that a native speaker can easily understand as well as your ability to understand what people are saying to and around you. If you want to get fluent, you’ll really need to spend time mastering the sound system.

    Think of mistakes as the stepping stones to speaking fluently. They are definitely not obstacles.

Conclusion

With all this talk about how hard it can be to learn a language, it’s easy to forget how fun it can be. If you stick with it, learning Thai is nothing short of an awesome (and sometimes crazy) adventure. Following these tips will help you focus on the positive and enjoyable parts of language learning, while helping you overcome the more difficult ones. It takes a bit of work to get there, but if you spend a bit of time everyday doing the right kind of practice, you’ll get to the fun part in no time.

How to Eat Vegan in Thailand

People often wonder how I could possibly ever survive here in Thailand as a vegan. Considering I’ve been here well over 10 years and I still haven’t died, I think I’m doing fairly well. There is veggie food all around you, and I’m not just talking the salad shops that have sprung up in the last 2 years or. There are tons of veggie spots in town. On Suthep road alone, there are 3 lined up in a row each doing their own thing and there are 3 more down back roads within 5 minute walking distance from the first 3.

There are 2 main types of veggie eats in Thailand and while they both avoid meat entirely, there are a some important differences.

Jeh versus Mung

มังสวิรัติ [mung sa wi rut] comes from the Sanskrit mamsa, which means “meat” and virat which means “without.” So this is essentially an acceptable translation of “vegetarian.” As with in English, some people may or may not eat eggs and/or dairy.
เจ [jeh] comes from the Chinese word 齋 (jai1/jaai1) which is also the source for the equivalent words in Korean, Japanese, and Vietnamese.

If you happen to be reading this in October, then you are in luck, my friend. This is when the Vegetarian Festival (เทศกาลกินเจ) happens. During that time almost everybody gets on the jeh train for a bit. Some people eat jeh for the entire month, the entire 10 day festival, and most franchise restaurants (Black Canyon, MK, etc) offer at least one jeh option, but some actually have a full jeh menu during the festival. The only downside is that a lot of regular jeh restaurants don’t really do anything special during this time except get a lot more crowded than usual and in some cases raise their prices. Yay for jeh.
As far as the food goes, the main difference between Jeh and Mung is that real Jeh forbids eating food with really strong flavours and/or smells as it is believed that each one does harm to different parts of the body. This includes stuff like chives, garlic, parsley, and onions.

So what does all this mean for you? Real Jeh food will always be vegan. But, you need to be careful as some jeh places will have 1 or 2 Mung options which may contain egg. And even though jeh avoids really strong flavours, it can still taste pretty awesome. They often make all kinds of fake vegan meats to help ease the suffering of all those poor meat eaters who torture themselves by abstaining from me for a meal, a day or the entire vegetarian festival.

What are my choices?

  • Jeh – Technically vegan, but watch out for those handful of places that will have one or 2 dishes with egg. Jeh spots will almost always have one or more yellow flags posted both inside and out. The flag will either say เจ, the Chinese character the word is based on or both. They often use a Chinese-y font so sometimes the word เจ looks a bit like the number “17”.
  • Mung(sawirat) – Vegetarian w/eggs. As far as things eaten with rice, dairy is pretty rare, but pastries and other sweets sold at Mung places may contain butter, cream and/or milk.

What do I do if I can’t find a jeh place?

Some regular restaurants may attempt to accommodate you or at least make you think they are doing so.

Avoiding Animal Products:

More than anything else, you’ll want to watch out for oyster sauce.  Vegetable dishes at regular restaurants will almost always be cooked with oyster sauce. Oyster sauce is dark, oily and gummy. And it comes from oysters! If you don’t want it in there, you gotta say so. You’ll know if it’s not in there, because they will probably only have used soy sauce and vegetable oil. So it may be bland, but vegan.
Solution: ไม่ ใส่ น้ำ-มัน-หอย (mai sai nam-man-hoi) – Don’t put in oyster sauce.

Fish sauce is another standard ingredient in a lot of (almost all!) Thai dishes.
Solution: ไม่ ใส่ น้ำ-ปลา (mai sai nam-plaa)
Soup broth – At non-jeh places, even if they say there isn’t any meat in it, it will still have meat stock so skip the soup.

Thai Dishes that usually Contain Egg:

  • ข้าวผัด – fried rice (khaao pad)
  • ผัดไทย – pad thai
  • ผัดซีอิ๊ว – pad see-yu

Notice the word ผัด (pad) appears in all 3 of the words above. ผัด = stir-fried/sauteed

How to say “Don’t put egg in”
ไม่ ใส่ ไข่ (mai sai kai) = don’t put in egg

Even if you ask for something jeh, they don’t always really know what that means so you are better off making it as clear as possible.

Full Sentence: เอา ข้าวผัด เจ ไม่ใส่ไข่ (ow kaaw pad jeh mai sai kai) – I’d like fried rice (jeh) without egg.

First thing you want to do is find out if they are willing to try to make you something jeh/mung. And just because they tell you they can, doesn’t mean they aren’t going to forget and give you something wish oyster sauce or fish sauce. Aside from being a tonal language, Thai also contains a whole lot more vowel sounds than English and when you say the vowels wrong, people probably won’t understand you. Be patient with them as you are the one who needs something from them and may not be able to
speak their language.

I remember this one time, a buddy of mine ordered a bottle of water and got a coconut, so watch out friends, watch out.

Look for the yellow flag!